Showing posts with label Book review. Show all posts
Showing posts with label Book review. Show all posts
ปกต้นฉบับ

อ่านเล่มภาษาไทยนะ ราคาถูกกว่ามากกกกกก....เพื่อนถามว่าอ่านอะไรนักหนา อ่านหมดมั้ย? อ่านหมดนะ...ยิ่งเล่มไหนหนุกๆ เนี่ย ชอบเลยยยย เล่มที่เปิดแล้วหลับก็มีเยอะ LOL

เล่มนี้อ่านแล้วอินเนอร์มาเต็ม กล้าออกเรือก็ว่าต้องใช้พลังเยอะแล้ว การที่จะบังคับเรือให้ไปในทิศทางที่ดีที่สุด ตรงฝั่งที่สุด มันต้องอาศัยความกล้ามากกว่าอีก...มันต้องเอาให้สุด!

ปกภาษาไทย
เรื่องความถูกต้องของภาษามิรู้ได้นะคะ เพราะเราไม่ได้อ่านเปรียบเทียบกัน แต่เนื้อหาย่อยง่าย อ่านเพลินๆ แป๊บเดียวก็จบแล้ว

ขนาดเล่ม : A5
สำนักพิมพ์ : ฮักแต๊แต๊
วางจำหน่าย : 1 กรกฎาคม 2558
ราคา : 279 บาท (ในยุคที่ค่าเงินบาทขนาดนี้ อ่านที่เขาแปลมาเห้อออ ถูกกว่ากันครึ่งนึง เทียบกับราคา paper back นะคะ)

ฟีลลิ่งที่เกิดขึ้น :

  • อย่าตัดสินหนังสือจากปกอีกแล้ว เพราะปกทำให้เราคิดว่าราคาคงไม่แรง ... ไม่น่าจะเกิน 200 แต่พออ่านเนื้อหาก็รู้สึกว่า ปกไม่สวยนี่มันทำให้ตั้งราคาได้ยากเหมือนกันเนอะ ราคาขนาดนี้โคตรคุ้ม!
  • เป็นหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ ของบรรดาเรือเล็กที่กำลังจะออก หรือเพิ่งจะออกจากฝั่ง หรือกระทั่งเรือที่คิดว่าลอยอยู่กลางทะเลนานเกินไปแล้ว ทำไมยังไม่ถึงฝั่งสักที ^^ 
  • เราได้อะไรมากมายจากหนังสือเล่มนี้ (เธอได้มากทุกเล่มนะ รู้สึก 555+) ที่สะเทือนใจเพราะหนังสือเล่มนี้ก่อให้เกิดอารมณ์ร่วม...คนเขียน John Warrilow เป็น นักธุรกิจในแวดวงวิจัยการตลาดเหมือนกัน เจอสภาพอะไรต่อมิอะไรมาคล้ายๆ กับที่เราเจอ ต่างกันตรงที่เขาเป็นเจ้าของ เป็นคนสร้าง และทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จไปแล้ว ในขณะที่เราเป็นลูกจ้างของ SME แห่งหนึ่ง และเคยเป็น freelance researcher ซึ่งห่างชั้นกันยิ่งนัก ผู้น้อยขอคารวะ  
  • เราอ่านเรื่องแนวธุรกิจ-นิยายมา 3 เล่ม มีที่สนุกสองเล่ม คือเล่มนี้ กับเรื่องแปลของญี่ปุ่นอีกเล่มนึง เป็นแนวที่หายาก คนเขียนต้องมีประสบการณ์ จินตนาการ และความสามารถในการเรียบเรียงที่ดีเพียงพอที่จะเขียนให้สนุก 

จุดเด่น

  • หนังสือ How to ที่ยกตัวอย่างโดยร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ผ่านตัวละครหลัก 2 ตัว คือ อเล็กซ์ เจ้าของธุรกิจการโฆษณาและการตลาดเล็กๆ ที่ตั้งมาแปดปีแล้วย่ำต๊อกอยู่กับที่ และถูกลูกค้าโขกสับอยู่ร่ำไป กับเทด เซียนธุรกิจผู้ปราดเปรื่อง เป็นโชคดีของอเล็กซ์ที่รู้จักกับเทด ทำให้เขาเข้าไปขอคำแนะนำจากเทดในการขายธุรกิจ และต้องไปปรึกษาอาจารย์ทุกสัปดาห์ เขาจะทำให้สำเร็จหรือไม่? เดาได้อยู่แล้วแหละว่าต้องสำเร็จ แต่ระหว่างทางต่างหากที่น่าสนใจ    
  • ที่สำคัญ จบในเล่มจ้าาาา อีกเรื่องที่เราอ่าน รออ่านเล่ม 3 อยู่เนี่ย รู้สึกค้างคาชะมัดเลย 


เนื้อหาในเล่ม 
เนื่องจากเป็นหนังสือที่เริ่มเรื่องด้วยเรื่องราวสมมติ เนื้อหาอาจจะแยกได้เป็น 5 ภาค (เราแยกเอง) ดังนี้

  1. วงจรอุบาทว์ : เจ้าของ SME ที่ต้องรับมือกับสภาพงานสารพัดด้วยตัวเอง ลูกค้าร้ายกาจ ลูกน้องเอาใจยาก หนี้สินล้นพ้นตัว ชีวิตจะไปทางไหนดี? 
  2. หนี : อเล็กซ์ตัดสินใจจริงจังที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้พ้นไปจากวงจรอุบาทว์นี้ จึงไปขอคำแนะนำจากเท็ด 
  3. มุ่งมั่น :  อเล็กซ์มุ่งมั่นที่จะทำตามที่เท็ดแนะนำ "อย่างเคร่งครัด" ระหว่างนี้ต้องเจอบททดสอบมากมาย คือบททดสอบแต่ละอย่าง แลกมาด้วยการสูญเสียรายได้เฉพาะหน้าเป็นจำนวนไม่น้อย แต่สุดท้าย ก็ "ถูกของเท็ด" เฮ้อออ ชีวิตจริงจะเป็นอย่างนี้มั้ยน้า....
  4. ลงสนาม : อเล็กซ์ลงสนาม "การขายธุรกิจ" จริงจังในตอนท้ายเรื่อง และในที่สุด...
  5. ของจริง : ความรู้เพิ่มเติมว่าเงื่อนไขธุรกิจแบบไหนที่จะสร้าง cash cow และประสบการณ์ส่วนตัวของ John ในการทำบริษัทวิจัยการตลาด  

แนะนำค่ะ 
หนังสือที่มีจุดขายว่า "เป็นคัมภีร์กลยุทธ์การโฆษณา ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด"
แถมตอกย้ำความเป็น "เจ้าเก่า" ด้วยคำว่า ฉบับครบรอบ 20 ปี พร้อมคำนิยมเพิ่มเติมจากผู้เขียน
หนังสือเล่มนี้ซื้อมาประมาณปี 2546-47
ผู้เขียน : AL Ries and Jack Trout
ผู้แปล  : ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ
--------------------------------------------------------------

ซื้อหนังสือเล่มนี้เพื่อที่จะ "ถอดรหัสโฆษณาสุรา" โดยเฉพาะ
ตอนแรกที่อ่านจึงไม่สนใจเนื้อหาอื่นมากไปกว่านั้น
จนเมื่อได้อ่านอีกครั้งเพื่อที่จะรีวิวหนังสือเล่มนี้ จึงพบว่า
ในแง่ภาษา...หนังสือเล่มนี้ไม่อาจจะเรียกว่าเป็นหนังสือที่เขียนแล้วอ่านสนุก
แถมการมี คำนิยมเพิ่มเติมจากผู้เขียน หรือที่ควรจะเรียกว่า "บทรำพึงของผู้เขียน"
แทรกอยู่ตามหน้าต่างๆ กลับทำให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่หนังสือเล่มนี้ให้
ดูน้อยลงไปมาก

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็ยังเป็นหนังสือพื้นฐานที่ควรอ่านกันสักครั้ง

เนื้อหาที่อ่านมาได้ แบ่งเป็น 3 ภาค

ภาค 1 สมอง
ภาค 2 ภาพพจน์
ภาค 3 กรณีตัวอย่าง

ภาค 1 สมอง
เนื้อหาในภาคนี้ประกอบด้วย ประเด็นทางจิตวิทยาเกี่ยวกับสมอง, การรับรู้และตีความเกี่ยวกับภาพพจน์, การจู่โจมทางความนึกคิด, การเข้าไปจับจองความนึกคิด, ขั้นบันไดเล็กๆ ในสมอง, ข้อจำกัดของการรับรู้

ภาค 2 ภาพพจน์
เนื้อหาในภาคนี้แยกย่อยได้อีก 3 ขั้น
1) ผู้นำ - ผู้ตาม - การเปลี่ยนภาพพจน์ในการแข่งขัน
2) การตั้งชื่อและอำนาจ - กับดักในการตั้งชื่อ - กับดักในการอาศัยชื่อเสียงเก่า 3) กับดักอื่นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ ได้แก่ กับดักของการขยายสายการผลิต - และเมื่อไรควรจะใช้กลยุทธ์นี้


ภาค 3 กรณีตัวอย่าง
เนื้อหาในภาคนี้ประกอบด้วย กรณีตัวอย่างทางธุรกิจของแบรนด์ต่างๆ

<เดี๋ยวมาต่อนะคะ ทำหลายอย่างจัด>

หนังสือเล่มนี้เราได้มานานมากกกก ตอนประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เดี๋ยวจะเอากลับมารีวิวอีกครั้ง แปลว่า ต้องอ่านใหม่อีกรอบนั่นแหละ ^^" มันเป็นอมตะนะ หนังสือเล่มนี้
ยังไม่มีเวลาเขียนนะคะ รอก่อน
ภาพจาก TCDC Resource Center

เล่มนี้ได้มาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2558 ในงาน SHIFT : Decode Design Disrupt ในราคา Discount พูดง่ายๆ คือหนังสือทรงคุณค่าที่ขายไม่ออกนั่นล่ะ LoL แต่เราชอบมากเลยยย เนื้อหาดีมากกกก เล่มนี้อาจเรียกได้ว่าแหกโค้ง...555+
ป,ล. มีเรื่องราวเกี่ยวกับงาน Creative Unfold 2015 (CU 2015) อีกเอนทรี่นะคะ


ขนาดเล่ม : A5
สำนักพิมพ์ : TCDC
วางจำหน่าย : 1 กุมภาพันธ์ 2553 ต้นฉบับจริงๆ ก็ 10 ปีผ่านมาแล้ว (พฤศจิกายน 2005)
ราคา : 175 บาท (คุ้มมากกกก ลดจากปก 250 บาท)

ฟีลลิ่งที่เกิดขึ้น :

  • หยิบครั้งแรก คิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเสื้อผ้า เอาวะ เปิดดูหน่อย เผื่อได้ไปเล่าให้จอยฟัง ที่ไหนได้ เป็นเรื่องธุรกิจสร้างสรรค์ทั้งหมด  
  • รูปเล่มกะทัดรัด บางๆ การพิมพ์ที่ละเอียด ประณีต และ Artwork ที่ทำให้ "แนวคิดทางธุรกิจ" ที่ดูจะเป็นสีเทาๆ ทึมๆ ไม่สดใส กลายเป็นเรื่อง "น่าสนุก มีสีสัน และเข้าใจง่าย" ไปเลย
    (ปล. ด้วยความที่ใช้กระดาษดีมากกกก หนังสือจึงหนักมากไปด้วย)
  • เนื้อหาตั้ง 2 ใน 3 เป็นเรื่องเครื่องมือการวิเคราะห์ธุรกิจ การเงิน ที่สอนกันใน MBA คือผู้เขียน David Parrish ทำให้เนื้อหาย่อยง่ายขึ้น และหยิบไปใช้ได้ทันที ตั้งแต่การเริ่มคิดแผนธุรกิจ เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ "ไม่มีเวลา" ทำความเข้าใจ concept ยากๆ พวกนั้น 
  • เป็นหนังสือที่เหมาะจะเป็น How to ของ SME หรือ Entrepreneur ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว หรือผู้ที่ก่อร่างสร้างตัวแล้ว จะใช้เป็น checklist อีกทีก็ได้ว่าเรายังขาดอะไรไปบ้างหรือไม่? 
  • อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วรู้สึกเหมือนมี checklist ไว้กับตัวอ่ะ อารมณ์ประมาณนั้น 

จุดเด่น

  • ความเปิ๊ดสะก๊าดของหนังสือ ที่มีธีมชัดเจนว่าด้วยการใช้ทั้ง "เสื้อยืด" ตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์ และ "สูท" หลักการทางธุรกิจ ไปพร้อมๆ กัน     
  • มีการสรุปสาระไว้ในหน้าท้ายๆ ด้วย เสื้อยืด 10 ตัว ^^
  • เนื้อหาและข้อมูลอ้างอิงแน่นมาก ... นี่เป็นจุดเด่นของหนังสือทางฝั่งยุโรปหรืออเมริกัน
    หลายต่อหลายเล่มให้ข้อมูลอ้างอิงละเอียดยิบ ทำ index เรียบร้อย นำไปใช้ต่อได้เลย 
  • มีตัวอย่างที่เรียกว่า "ไอเดียเชิงปฏิบัติการ" เหมือนกับ Mini MBA text book 

เนื้อหาในเล่ม 

  1. ความคิดสร้างสรรค์กับธุรกิจ : การแปลงความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นทุน หรือการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นผงชูรสให้กับธุรกิจ
  2. รู้จักตัวเอง : Check list การตรวจสอบตนเองก่อนเริ่มธุรกิจ
  3. เตรียมความพร้อม : Check list การตรวจสอบสภาพแวดล้อม (ทางธุรกิจ) ด้วย ICEDRIPS 
  4. เวทมนตร์แห่งการตลาด : การตลาดคืออะไร ใช้อย่างไร 
  5. การรับมือกับการแข่งขัน : คู่แข่งและคุณ
  6. ปกป้องความคิดเชิงสร้างสรรค์ของคุณ : ด้วยลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร 
  7. นับเงินของคุณให้ดี : ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหนก็ตาม เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก
  8. โครงสร้างการจัดการของบริษัทที่ดี : องค์กรรูปแบบต่างๆ มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร
  9. ความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการ : คุณต้องเลือก ระหว่างธุรกิจที่คุณได้ทำซึ่งจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กับธุรกิจที่คุณต้องบริหารจัดการซึ่งสามารถเติบโตได้มากกว่าในอนาคต
  10. ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ : แนะเครื่องมือสำหรับการคัดกรองไอเดียของคุณว่าควรค่าแก่การต่อยอดหรือไม่ เพียงใด
  11. เส้นทางสู่ความสำเร็จ : ลงมือเขียนแผนธุรกิจ การวัดผลการดำเนินงาน และการประเมินความเสี่ยง

แนะนำซื้อเก็บค่ะ 



สุดยอดหนังสือที่เป็นแรงบันดาลใจของเราที่ค้นเจอในห้องสมุดทริส เมื่อปี 2012 ตอนนั้นอินจัดมากกก มีหลายสำนักในเมืองไทยก็คลั่งเหมือนกัน และเอามาเป็นแนวทางในการจัดสัมมนามากมาย หนึ่งในนั้นมี ดร.สาวสวยคนเก่งด้วย (ไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน) เพราะเราจะบอกว่า ตอนแรกที่เอามาใช้ มันแป๊กมากกกก

หนังสือเล่มนี้เปิดโลกทัศน์เราหลายอย่าง ทั้งการวางโมเดลธุรกิจ การนำเสนอเนื้อหายากๆ ให้เป็นเรื่องง่าย การออกแบบรูปเล่มอย่างประณีต ผ่านการคิดถึงผู้อ่านมาอย่างดี ก็ไม่งั้นจะเพ้อหราาา

มีต่อจ้าาา ...


Cr.http://www.101designmethods.com/
หนังสือเล่มนี้เจอที่ B2S เมื่อเดือนมิถุนายน คือแค่ปก พลิกไปพลิกมาก็โอละนะ ... ยิ่ง skimming ยิ่งประทับใจ คือยิ่งกว่าคำว่าดีงาม เราในฐานะที่เป็นนักวิจัย หนังสือเล่มนี้รวบรวมเทคนิคการวิจัยไว้ครบ ใช้เป็น handbook ได้เลย

ข้อดี :
การออกแบบรูปเล่มที่ อาจจะดูแน่น (ภาพเยอะ) แต่สื่อความหมายครบถ้วน
ตัวอย่างการนำเสนอเด็ดๆ มากมาย

เดี๋ยวมาต่อ LoL
เร็วๆ นี้นะครัชชชช
นักวิจัยก็ต้องคู่กับ stat ชิมิ แต่เมื่อครั้งนึง อาจารย์ที่สอน stat เราบอกว่า "There are three kinds of lies; lies, damned lies and statistics" เรางี้ถึงกับอึ้ง... หนังสือเล่มนี้ผ่านการดองไว้นานแล้ว...เดี๋ยวมาอ่านกัน ^^

ความชอบส่วนตัว : เราชอบ "ชีวิตนี้ฟ้าลิขิต" มากกว่านะ
ถ้าหนทางสู่การอยู่เหนือโลก (โลกุตตระ) คือการเพิกถอนซึ่งอัตตาตัวตน หรือพ้นไปจากมโนทัศน์เกี่ยวกับตน
วิถีของการอยู่ในโลก (โลกิยะ) ก็คือการสร้างตัวตน สร้างอัตมโนทัศน์ รวมถึงการสร้างภาพพจน์ ผ่านการรับรู้โลกภายนอกที่ถูกออกแบบไว้แล้ว ตีความสะท้อนกลับไปมาเป็นตัวตนของแต่ละคน


ภาพประกอบจาก http://readjournal.org/

ซื้อมาเมื่อปี 2554 ด้วยคำโปรย "....Technology of Self"

เป็นหนังสือที่ "ภาษาดีมาก ละมุนมาก เทพมาก" คือ
ดีงามสุดๆ ในแง่ของการใช้ภาษา อารมณ์ประมาณกินอาหารแล้วมันละมุนลิ้น คือฟินเฟร่อออ ^o^
ชื่อของคุณประชา สุวีรานนท์ คงการันตีคุณภาพอยู่แล้ว

เป็นไอดอลในการเขียนหนังสือของเราเลย เพราะใช้ภาษาสุดยอด เก็บแนวคิด ประเด็นเล็กประเด็นน้อยได้ครบถ้วน มีโทนครบทุกอารมณ์ สมศักดิ์ศรีนักวิจารณ์

อ่านๆ ไปก็จะอยากหาหนังสือที่รีวิวในเล่มมาอ่านโดยพลัน ^^







เล่มนี้คนเขียนมีความรู้ลึกซึ้งมากเกี่ยวกับคน หากผู้อ่านคุ้นเคยกับเรื่องการสร้างวาทกรรม, วัฒนธรรม, จิตวิทยา, การออกแบบ, พฤติกรรม จะอ่านเรื่องนี้ได้สนุกขึ้น

ใจกลางของเล่มนี้อยู่ในเรื่อง อัตมโนทัศน์ (self concept ซึ่งมีคำศัพท์ในกลุ่มอีกมากมาย ทั้ง self-construction, self-identity, self-perspective, self-structure)

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเล่มนี้รวมออกมาได้พอดี (ไม่แน่ใจว่าด้วยการวางแผนอย่างดีหรือไม่นะคะ) กับช่วงที่กระแสความบูมของ  "อะไรๆ ก็ I | Me generation"  ทำให้การทำความเข้าใจเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเพลิดเพลิน ^^

เนื้อหาในเล่ม

หนังสือเล่มนี้ มี 5 ภาค (เยอะเนอะ)

ภาค 1 : Icon & Identity
>>  คูลฮันติ้ง ฟอร์บีกินเนอร์ | ปัจเจกชนยุคสุดท้าย? | ความกลัวออกแบบได้ | จรรยาบรรณกับการแต่งรูป | หน้าตาของศัตรู ที่อยู่ของเชื้อโรค
ภาค 2 : Style & Language
>> ดีไซน์ไม่ใช่นวัตกรรม | ดีไซน์สงครามกองโจร | เมื่อแบรนด์ถูกสร้างโดยกราฟิคดีไซเนอร์ | ดีไซน์มาก่อนหนังสือ สื่อมาก่อนสาร | เซ็กซ์ + สุรา = โฆษณาจิตใต้สำนึก
ภาค 3 : Information & Persuasion
>> ตัวเลขส่วนตนของคนธรรมดา | จากอณูสู่อนันต์ | ธรรมะหรือวิชามาร
ภาค 4 : Object & Desire
>>ถุงผ้า : เมื่อทางเลือกไม่ใช่ทางรอด | ศรัทธากับความสงสัย | มักง่ายหรือสร้างสรรค์ (แบบไม่ทันคิด) | วาทกรรมความสะอาด
ภาค 5 : Profession & Ethics
>> อหังการ์และคำประกาศ | รางวัลกับจุดยืนทางการเมือง | กราฟิกดีไซน์ : กิจกรรมหรือวิชาชีพ? | แปรวิกฤตให้เป็นการประกวด

ให้ทายว่า เราอ่านเรื่องไหนเป็นเรื่องแรก? ... ^^






มากกว่ารู้จัก คือดักใจ "ดักอย่างไร?"
ใน Psychic marketing 01 บอกไว้ว่า คนที่ดูเหมือนจะมีความสามารถในการเดาเก่งเป็นพิเศษ จริงๆ เป็นเพราะเขามีคลังข้อมูลเกี่ยวกับมนุษย์มากมายอยู่ในหัว หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในคลังที่ว่านั่น ^^

Kent Wertime หนึ่งเซียนในวงการโฆษณาและการสื่อสารที่หน้าที่ล่าสุด ณ ตอนที่เขียนเป็น CEO OgilvyInteractive Asia จัดเป็นคนที่มีคลังข้อมูลเกี่ยวกับมนุษย์มากมายคนหนึ่ง และเขาบอกว่าแก่นของหนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้น เรื่อง "การติดต่อกับจิตใต้สำนึกของผู้บริโภค" !!!

สร้างแบรนด์ด้วยศรัทธา (ฺBuilding Brands & Believers : How to connect with consumers using archetypes) อ่านกันวางไม่ลง แนวนิยายแฟนตาซีเหมือนไม่มีอะไร แต่คิดตามๆไป อืม...จริงแฮะ 555+

ฉบับที่มีอยู่เป็นของสำนักพิมพ์ ผู้จัดการ ณ พ.ศ. 2546

ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ : ในขณะที่หนังสือเล่มอื่น เล่นกันถึงเรื่องวิธีการสื่อสาร แต่เล่มนี้เล่นกันที่ระดับจิตใต้สำนึก เพราะคำโปรยบอกว่า การทำความเข้าใจการทำงานของจิตใต้สำนึกจะทำให้คุณสามารถจูงใจผู้บริโภคได้ดีขึ้น

อ่านเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์มาหลายเล่ม เล่มนี้โดนที่สุด!
จริงๆ แล้วมันใกล้เคียงกับสัญญศาสตร์ (Semiotics)
(อ่านเพิ่มเติม สัญญศาสตร์ สัญลักษณวิทยา)

ตอนซื้อหนังสือเล่มนั้น ซื้อเพราะความสงสัยว่าทำไมโฆษณาเหล้าถึงได้มีพลังนัก แล้วทำไมโฆษณานมถึงดูอ่อนปวกเปียก (จริงๆ พอพูดถึง คำว่า "เหล้า" กับ "นม" มันก็ให้ความรู้สึกเป็นเบบี๋ของอย่างหลังแล้วเนอะ นั่นแหละ นมถึงไม่เคยชนะเหล้าไง! ถึงไวตามิลค์จะพยายามเท่ขนาดไหนก็มีพลังได้ไม่เท่ากับเหล้า และตระกูลแอลกอฮอล์ ที่เห็นแค่สี ก็น้ำลายไหลแล้ว)




รูปเล่ม 

หนังสือเล่มนี้มี 264 หน้ารวมปก กระดาษถนอมสายตา (เอ๊ะ หรือเพราะเก่าแล้ว 555+)
แบ่งเป็น 4 ภาคและหนึ่งบทนำ


เนื้อหาในเล่ม

บทนำ โลกของสายสัมพันธ์
"งานของผมคือขายทุกอย่าง...สิ่งที่จู่โจมผมมากที่สุดไม่ใช่ความแตกต่างของสินค้าแต่เป็นความแน่นอนของกระบวนการขายที่ประสบความสำเร็จ...จุดที่สำคัญกว่า (เทคนิคการขาย) คือการลงลึกไปถึงระดับที่ว่าทำอย่างไรกระบวนการโน้มน้าวจูงใจคนจะได้ผล สิ่งที่ทำให้นาฬิกา รถยนต์ รองเท้า สามารถสร้างสายสัมพันธ์ถึงคนได้"

จนด้วยประโยคที่จะเขียน คือขายเก่งมาก ให้ตายยยย น่าอ่านตั้งแต่บทนำ

ภาค 1 ตลาดภาพลักษณ์ หลังจากที่ร่ายมนต์ใส่เราไปในบทนำว่าในโลกของสายสัมพันธ์มันมีความเชื่อมโยงระหว่างคน สังคม กับตำนานที่เมื่อสังเกตจะเห็นว่ามันมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันอยู่ "ทั่วโลก" ภาคนี้ว่าด้วย "เศรษฐกิจภาพลักษณ์" นิยามของ Image Economy ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เม็ดเงินคร่าวๆ และ Celebrity endorsement ความบ้าดาราของพวกเราสร้างเม็ดเงินมหาศาลได้อย่างไร "เครื่องจักรแห่งการเติบโต" เล่าถึงสิ่งที่เป็นแนวโน้ม ตัวกำหนดความเติบโตของ Image Economy "ปะทะกำแพงภาพลักษณ์" ความท้าทายของกระแสเชี่ยวกรากของเศรษฐกิจภาพลักษณ์ที่มีกระแสหลัก ก็ต้องมีแนวต้าน  "กระบวนการจูงใจ" ที่จะทำให้แบรนด์ของคุณยืนอยู่ได้อย่างสง่างามในกระแสเศรษฐกิจภาพลักษณ์ แอบจิกกัดการวิจัยทางการตลาดเล็กๆ น้อยๆ ว่าเอาแต่ทำความเข้าใจ
"ไม่ได้มีการสร้างรูปแบบการติดต่อใหม่ๆ กับกลไกทางจิตใจภายในของผู้บริโภค"  

ภาค 2 เชื่อมโยงเทพนิยาย ใครไม่เคยฟังนิทาน นิทานปรัมปรา เทพนิยาย หรือตำนานบ้างยกมือขึ้น สมัยนี้คงมีเยอะ แต่สมัยก่อนนี้ต้องได้ฟังกันแหละ ภาคนี้ค่อยๆ บอกเราว่า "รหัสต้นฉบับ -The Source code" คืออะไร เราถูกผูกโยงเข้ากับรหัสต้นฉบับได้อย่างไร ภาษาดั้งเดิมใช้คำว่า เราถูกขัดเกลาด้วยกระบวนการทางสังคมอย่างไร (socialization) ณ จุดนี้ Mr.Wertime อ้างอิงถึงการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเล่าพื้นบ้านและนิทานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญลักษณ์ต่างๆ ในเทพนิยาย ว่าเป็น "ผลิตผลโดยธรรมชาติของจิตใจ" ที่ปรากฎออกมาจากจิตไร้สำนึก
ซึ่งถ้าเราจะสังเกต...เราจะไม่เคยพบต้นตอของที่มา บางทีก็พบว่าเรื่องนั้นก็คล้ายกับเรื่องนี้ บางทีก็ตัดสินไปเองว่าแหล่งที่ดูด้อยอารยธรรมกว่าต้องเป็นฝ่ายลอกแน่ๆ ทั้งที่แต่ก่อนการลอกข้ามประเทศ ข้ามวัฒนธรรม ไม่ได้เกิดกันได้ง่ายนัก
จากนั้นก็ชี้แนะถึง "การสร้างเทพนิยายสมัยใหม่" หรือการสร้างวาทกรรมเพื่อกล่อมเกลาคนในสังคมที่เป็นเป้าหมาย ต้องทำอย่างไร ต้องใช้อะไร

ภาค 3 โฉมหน้าลี้ลับ (Mythic Profile) ภาคนี้เป็น Highlight ของเล่มเลย แหม...ไม่อยากจะบอก 555+ อยากให้ไปหาอ่านกันเอง ... ผู้เขียน (Mr.Wertime) บอกว่า รหัสต้นฉบับ (Archetype) ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์โลกมีอยู่ 12 ตัวแบบด้วยกัน ได้แก่ ...


1.   สุดยอดแข็งแกร่ง (The Ultimate Strength) : ความเป็นนักสู้ที่มีอยู่ในตัวคนเราทุกคน ความต้องการที่จะท้าทาย พิสูจน์ และอดทน

2.   นางพราย (Siren) : ตัวแทนของเซ็กซ์ การทำลายล้าง ความต้องการดึงดูด และถูกดึงดูดจากผู้อื่น

3.   วีรบุรุษ (Hero) : ตัวแทนของผู้ชนะ ความมุ่งมั่น ความสำเร็จ

4.   ผู้ร้าย (The Anti-Hero) : ตัวแทนแห่งด้านมืดในตัวเรา การทำลายล้าง แรงดึงดูดของความชั่วร้าย

5.   ผู้สร้าง (The Creator) : ตัวแทนของแรงบันดาลใจที่ดูจะติดมากับอำนาจล่องหน ที่จะก่อให้เกิดการสร้างอะไร "ใหม่ๆ"

6.   เจ้าแห่งการเปลี่ยนแปลง (The Change Master) : ตัวแทนของพระเจ้าในตัวเอง หรือความสามารถในการควบคุมชะตาชีวิต มันเชื่อมโยงแนบแน่นกับ "สุดยอดเคล็ดวิชาของกูรู"

7.   ตัวแทนอำนาจ (The Powerbroker) : ตัวแทนของความเป็นนายในตัวเราทุกคน สื่อถึงแรงขับไปสู่ความมีอำนาจและอิทธิพล

8.   อาจารย์ปราชญ์ (The Wise Old Man) : ตัวแทนสากลของผู้มีประสบการณ์ การฟูมฟักและดูแลผู้อื่น ผ่านการให้คำแนะนำ ในฐานะที่ปรึกษา

9.   ผู้ภักดี (The Loyalist) : ตัวแทนของเพื่อนและผู้รู้ใจ ความไว้วางใจ มั่นใจได้แม้ในยามยาก ความต้องการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น

10. พระแม่โพสพ (The Mother of Goodness) : ตัวแทนของความบริสุทธิ์ การเลี้ยงดู ความอบอุ่นของมารดา ความต้องการรักษาความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้

11. เจ้าเล่ห์น้อย (The Little Trickster) : ตัวแทนของอารมณ์ขัน การออกนอกกรอบ (non-conformist) และความน่าประหลาดใจ

12. ปริศนา (The Enigma) : ตัวแทนของความลี้ลับ ความไม่แน่นอน ความสงสัย แหม...นึกถึงหนังเรื่อง Imitation Game แต่เครื่อง Enigma นี่มันสุดยอดจริงๆ นะ


อ่านย่อๆ อย่างนี้ บางทีเราก็สับสนว่าตัวแบบอะไรคืออะไร เพราะบางอันมันซ้อนทับกันอยู่ แต่ถ้าหาหนังสือมาอ่านจะร้อง อ๋อ...ทันที

"ภาพลี้ลับในการเชื่อมผนึกในวัฒนธรรมท้องถิ่น" บอกเราว่า โฉมหน้าต่างๆ เป็นตัวเชื่อมระหว่างวัฒนธรรม อีกนัยหนึ่งก็คือ การใช้ตัวแบบข้างต้นทำให้ลดข้อแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมลงไปได้ ประหยัดงบประมาณและเวลาของแบรนด์ข้ามชาติ (บางส่วน)

ภาค 4 ใช้ประโยชน์จากต้นแบบ "จัดการสิ่งที่สัมผัสไม่ได้" Kert ได้ให้เครื่องมือที่จะทำความเข้าใจคนและสำนึกร่วมของคนไว้แล้ว ในบทนี้เป็นการย้ำว่า "ต้นแบบคือแหล่งอำนาจที่มองไม่เห็น" ดังนั้นบริษัทต้องมีการบริหารจัดการเพื่อสร้างและรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ "ปรับปรุงการเชื่อมโยงต่อผู้บริโภค" โดยให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้า การมีเครื่องมือในการช่วยทำความเข้าใจลูกค้าอย่างต้นแบบต่างๆ หรือความรู้เกี่ยวกับการจำแนกคนในแบบต่างๆ การปรับปรุงความเชื่อมโยงของสารโดยใช้ตัวแบบเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ของกลุ่มเป้าหมาย Mr.Wertime บอกวิธีการไว้ค่อนข้างละเอียดพอที่จะเอาไปปรับใช้ได้เลยทีเดียว

ส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวแบบทั้ง 12 มี Position ในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า วัตถุ 1 อย่าง อาจถูกรับรู้ได้หลายแง่มุม ในเรื่องคนอาจจะเบลอๆ กันได้ แต่เรื่องการสื่อสารการตลาด คุณไม่ควรพลาด!


มาถึงตอนนี้ เริ่มไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เป็นเพราะค้นหา เราจึงเห็น จึงสร้างหลักฐานมาสนับสนุนความเห็นนั้น หรือเป็นเพราะมันเป็นของมันจริงๆ อยู่แล้วกันแน่ ?

มีหนังสืออีกเล่มที่เกี่ยวข้องกัน entry ถัดๆ ไปจะมาคุยให้ฟังคร่าาาา





คนเก่งที่อยากเก่งขึ้นไปอีก
คนธรรมดาที่อยากเก่งกับเขาบ้าง
คนเก่งอยู่แล้วที่ต้องการรักษาความเก่งไว้จนอายุ 90
คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ หัวหน้า ผู้บริหาร ฯลฯ
ใครก็ตามที่ต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง ต้องอ่าน!


หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี 2008 ภาษาไทยในปี 2014 ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น : ผู้เขียน Geoff Colvin

ผู้เขียนเริ่มด้วยการงัดหลักฐานต่างๆ มาบอกว่า สิ่งที่พวกเราพยายามเชื่อกันมาตลอด ว่าอัจฉริยะบุคคล คือสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด พระเจ้าประทานมา ฯลฯ เขาระบุว่า ไม่จริง!

งานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นที่พยายามศึกษาเรื่องราวของพรสวรรค์ และอัจฉริยะ แสดงให้เห็นว่า ความเป็นอัจฉริยะไม่ใช่สิ่งที่ได้รับพรมาจากสวรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด มันเป็นสิ่งที่ใช้เพื่อหาเหตุผลปลอบใจตัวเองที่ตัวเราทำได้ไม่ดีเท่าเขามากกว่า

ก็คล้ายๆ กับหนังสือเกี่ยวกับสมองหลายเล่มอ่ะนะ ที่ว่าสมองสร้างได้...แต่สิ่งที่โดดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ การยกหลักฐานเชิงประจักษ์  ด้วยข้อสรุปจากงานวิจัยต่างๆ มาแสดงให้เห็น มากกว่าจะบอกลอยๆ มันทำให้ดูหนักแน่น น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น  

เนื้อหาในเล่ม

บทที่ 1-2-3 จะชี้ให้เห็นว่า ต้นตอแท้จริงของความสำเร็จคืออะไร
เราเคยเข้าใจว่าอย่างไร สิ่งที่เราเข้าใจมีส่วนไหนที่เป็นจุดบอดบ้าง
สามบทนี้กระแทกเราให้กระอักกับข้อเท็จจริงที่ว่า อัจฉริยะที่เรารู้จักทั้งหลาย
ไม่ได้เป็นอัจฉริยะอย่างที่เราคิด อะไรซ่อนอยู่ในนั้น

บทที่ 4-5 ชี้ให้เห็นถึงมุมมองอีกมุม ผลงานวิจัย การทดลองของผู้ที่่ต้องการเอาชนะ
ข้อจำกัดทางพันธุกรรมที่เราเรียกว่า ระดับสติปัญญาและความสามารถในการจดจำ
และอธิบายว่า คนที่เป็นอัจฉริยะ เป็นคนธรรมดาที่ทุ่มเทให้กับการฝึกอย่างบ้าคลั่งต่างหาก
บ้าคลั่งอย่างไร?
ด้วยจำนวนชั่วโมงการฝึกที่เหนือกว่าคนอื่นๆ มาก ด้วยประเด็นที่เฉพาะเจาะจง
และมีการให้ผลป้อนกลับ (ชี้แนะ) อย่างชัดเจน ไม่ต่ำกว่า 10 ปี
(10 years rule - เฮอร์เบิร์ต ไซมอน & วิลเลียม เชส)
กว่าจะสร้างผลงานได้อย่างที่เราเห็น
สำหรับสาขาวิทยาศาสตร์หลังๆ ยิ่งต้องใช้เวลามากกว่านั้น

บทที่ 6 ตอบคำถามว่า แล้วเราจะประสบความสำเร็จอย่างเขาได้มั้ย?
คำตอบคือ ได้! แต่ต้องผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนัก
ฝึก ฝึก และฝึก ซึ่งเรียกว่า การฝึกอย่างจดจ่อ (deliberately practice)
ที่คุณต้องเลือกแล้วว่าเส้นทางไหนที่คุณจะเดิน คนแบบไหนที่คุณจะเป็น
ทักษะแบบไหนที่คุณต้องทำเพิ่มเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น

บทที่ 7-8-9 เป็นแนวทางในการนำการฝึกอย่างจดจ่อมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กับองค์กร
และในหลายๆ อุตสาหกรรม สภาพแวดล้อมแบบไหนที่จะทำให้เกิดอัจฉริยะได้!

บทที่ 10 บอกว่าเราจะต้านทานความเสื่อมของสังขารและข้อจำกัดของร่างกายได้อย่างไร?
ทำไมจึงมีนักดนตรีที่สามารถคงความเก่งกาจได้จนถึงอายุ 80-90 ปี จริงๆ แล้วนิยามความเก่งของคนในแต่ละสาขาวิชาชีพคืออะไร

บทที่ 11 เป็นบทที่ตัดจบ! มากก เพราะคำถามที่ว่า อะไรเป็นแรงจูงใจในการทำให้คนเราทุ่มเทให้กับการฝึกอย่างบ้าคลั่งขนาดนั้น! สุดท้ายก็จบที่ "ความเชื่อ" (คือบทนี้เราว่าแป๊กไปนิดส์)

ว่าแล้วก็นึกถึงข้อเขียนของนิ้วกลมบทหนึ่งที่ชอบมากๆ

ภาพวาดที่เฝ้ารอ by นิ้วกลม

ที่รัก ฉันอยากช่วยวาดภาพภาพนั้น แต่ฉันทำไม่ได้
ฉันไม่มีสี ไม่มีพู่กัน ไม่มีความสามารถ 
หากฉันมีสิ่งเหล่านั้น ฉันจะยกมันทั้งหมดให้เธอ 
แต่เปล่าเลย เรื่องแบบนี้ไม่มีใครมอบให้กันได้ 
เราอาจร่วมเดินทางไปตามหาสีที่ดีที่สุด 
หากระดาษเนื้อดีที่ซึมซับสีอย่างที่เธอชอบ 
ตามหาพู่กันขนกระรอกที่จิตรกรชื่อดังใช้ปาดทา 
ฉันร่วมเดินทางออกตามหากับเธอได้เสมอ 
แต่ภาพที่เธอต้องการวาดนั้น ฉันไม่สามารถวาดให้ได้ 
กระทั่งจับมือวาด 
เพราะหากทำเช่นนั้นแล้ว ภาพนั้นย่อมมิใช่ภาพของเธอ 
ภาพของเธอ เธอต้องเป็นคนวาดมันขึ้นมาด้วยตนเอง 
จึงเป็นฝีมือของเธอ 
ฝีมือที่ไม่มีใครมอบให้กันได้ 
ที่รัก นั่นเป็นสิ่งที่จอมยุทธ์ทั้งหลายออกเดินทางเพื่อให้ได้มา 
ทั่วหล้า สูงเสียดฟ้า เจ็ดมหาสมุทร เพื่อตามหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ 
ที่จอมยุทธ์ทั่วแดนร่ำลือกันว่า 
หากได้ฝึกเคล็ดวิชาตามคัมภีร์แล้วจะเก่งกล้าหาผู้ใดเทียบเทียมมิได้ 
จอมยุทธ์ออกเดินทางหาเพลงกระบี่ 
ผู้คนธรรมดาสามัญต่างออกเดินทางทุกวันเพื่อหาเคล็ดลับความเก่งกาจ 
ดูคล้ายคัมภีร์จะเป็นทางลัด 
ดูคล้ายว่ามันจะตัดตรง 
ข้ามเส้นทางคดเคี้ยวชวนคลื่นเหียน 
หุบเหวที่สามารถตกลงไปตาย 
ภูผาที่ต้องปีนป่ายขึ้นไป 
อุปสรรคนานาชนิดก่อนที่ใครคนหนึ่งจะกลายเป็นสุดยอดฝีมือ 
ที่รัก จอมยุทธ์ทุกคนเดินทางทั้งชีวิตเพียงเพื่อพบคำตอบว่า 
คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าเป็นเพียงเรื่องโกหก 
โลกนี้ไม่มีคัมภีร์ที่ว่านั้น 
ไม่มีทางลัดสู่ความสามารถ 
ไม่มีภาพสวยงามที่เกิดขึ้นในการวาดครั้งแรก 
ไม่มีบทกวีสละสลวยกินใจจากกวีไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม 
เราตรากตรำ--มิใช่เพื่อพบคัมภีร์ 
มิใช่เพื่อค้นหากระบี่น้ำดี พู่กันขนนุ่ม สีสันจากสายรุ้ง 
เปล่าเลย เราต่างเดินทางเพื่อเข้าใจว่า 
แท้ที่สุดแล้วสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่คัมภีร์ 
หากแต่เป็นการเดินทางนั่นเอง 
การตรากตรำเดินทางต่อเนื่องยาวนาน 
ทุกก้าวย่างหล่อหลอมให้เรากล้าแกร่ง 
ทุกย่างเท้าที่ตื่นขึ้นมาก้าวออกไปใหม่ในยามเช้า 
ค่อยค่อยโบยตีให้เรากลายเป็นมือกระบี่ที่ดีที่สุด 
มิต้องของสำนักไหน หากเป็นสำนักในแบบของเรานี่เอง 
จงก้าวต่อไปเถิดที่รัก  
ฉันมิเพียงจะหากระดาษ สี และพู่กันมามอบให้ 
แต่ยังขอมอบกำลังใจทั้งหมดที่จะให้ได้แก่เธอ 
จงอย่ามองหาความสามารถ 
จงอย่าออกเดินทางตามหาทางลัด 
จงมุ่งหน้าไปตามทางที่เลือกแล้ว 
อยู่บนเส้นทางนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น 
วาดภาพ 
วาดภาพ 
วาดภาพ 
จงอย่าลืมชื่นชมดอกไม้ ผีเสื้อ เสียงนก และหยาดฝน 
เก็บเกี่ยวสิ่งสวยงามระหว่างทางมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการวาด 
แล้วการเดินทางที่ยากลำบากจะค่อยค่อยสวยงามขึ้น 
มิใช่ด้วยเส้นทางที่เปลี่ยนไป 
หากเป็นเพราะหัวใจที่เปลี่ยนแปลง 
เมื่อนั้นเธอจะอยากวาดภาพทุกสิ่งที่เธอมองเห็น 
เมื่อเธอมีดวงตาของจิตรกร 
มีฝีพู่กันที่ตวัดกวัดไกวด้วยใจมิใช่ด้วยความกังวล 
เมื่อความวิตกว่าจะทำได้ไม่ดีระเหยหายเหมือนน้ำค้างยามสาย 
เมื่อชีวิตของเธอว่างเบาสบายและสวยงาม 
ภาพวาดของเธอจะไหลหลั่งดั่งสายน้ำตามธรรมชาติ 
ฉ่ำเย็น ต่อเนื่อง และงดงามโดยไม่จำเป็นต้องประดิษฐ์ 
เมื่อนั้น 
ฉันจะรอชื่นชมภาพวาดจากปลายพู่กันของเธอ 
ได้เวลาแล้วที่รัก จงออกเดินทางเถิด.



หนังสือเล่มนี้กลายเป็นม้ามืด มาแรงแซงโค้งเล่มอื่นๆ ที่จดๆ จ้องๆ อยู่นาน
อันนี้หยิบ แล้วก็อ่านเลยซะงั้น และก็รู้สึกว่า ...
แหม...การสุ่มเลือกเล่มนี้มา
มันช่างลงล็อค ต่อกันกับ "ชีวิตนี้ ฟ้าลิขิต" ที่ได้รีวิวไปแล้วจริงๆ
(อ๊ะ! มนุษย์ชอบสร้างหลักฐาน)


จะว่าไปก็ไม่ได้อ่านนิยายจีนมานานนนนนนนมาแล้วนะนี่ ...










หนังสือคณิตศาสตร์ดีๆ ที่สนุกสนานอีกเล่ม หนังสือเล่มนี้ได้มาเมื่อปี 2548 เพราะคำโปรย..
ที่บอกว่า "การสุ่มเลือกบัญชาทุกแง่มุมในชีวิตมนุษย์"

นี่ละหนา...อาจารย์จิตวิทยาของผม (รศ.ดร.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต)  จึงมักจะบอกว่า

"คนทำ ฟ้าลิขิต" เสมอ...ทั้งที่อาจารย์เป็นสายปรับพฤติกรรมของสกินเนอร์แท้ๆ

สำหรับเราหนังสือเรื่องนี้มันคือ "งานหลัก" ของเราแหละ เพราะฉะนั้นจะมี Bias มากหน่อย

เนื้อหาในส่วนที่อ่านมาได้

มันคือหนังสือประวัติศาสตร์! ผู้เขียนพาเราย้อนไปสู่ก่อนยุคมืดที่การค้นคว้า
และเรียบเรียงความรู้เป็นไปได้โดยลำบาก นักวิชาการตัวพ่อแต่ละคนล้วนแต่มีประวัติน่าสนใจ
น้อยคนมากที่จะไม่มีเหตุการณ์สลดเกิดขึ้น
คุณจะได้ทราบถึงประวัติในการคิดค้นทฤษฎีต่างๆ ของมนุษย์ แบ่งออกเป็น 10 บท
แยกเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง 2 ภาคใหญ่ๆ คือ

ภาค 1 

บทที่ 1 เป็นเกริ่นนำ เรื่อง "โอกาสการเกิด" ของทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้

บทที่ 2 - บทที่ 6 เป็นช่วงที่ว่าด้วย "ความน่าจะเป็น"
ยอดนักคิดที่สร้างเครื่องมือเพื่อให้คนรุ่นหลังมีวิธีการคิดที่เป็นระบบ
วิธีการขบคิดถึง สถานการณ์ที่เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น
หากเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ทั้งแบบที่มีเงื่อนไขและไม่มีเงื่อนไข
การคำนวณโอกาสของการเกิดสถานการณ์ต่างๆ
จบสวยๆ ที่สามเหลี่ยมปาสคาล
(ทฤษฎีบททองคำ แคลคูลัส ไม่ค่อยสวยละ ผ่าน! LOL)

ตลกร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว
(ข้อมูลแน่นมากมาย)

อ่านแล้วก็ให้หัวเราะ และมีความหวังเล็กๆ ว่า

อย่ายอมแพ้! 
แม้จะมีความน่าจะเป็นเพียง 1/10^10 ที่จะชนะ
หรือเป็นตกเป็นฝ่ายตามแค่ไหน ด้วยฝีมือและความพยายาม
คุณสามารถที่จะเอาชนะผู้ที่เหมือนจะมีโอกาสมากกว่าได้

ภาคนี้สอนให้รู้ว่า "โอกาส ถึงแม้จะมีน้อยนิด แต่มันก็มี" 

ภาค 2 

บทที่ 7  ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งสถิติ ชอบคำอธิบายความแตกต่างระหว่าง
"ความน่าจะเป็น" และ "สถิติ" ว่า
"ความน่าจะเป็น" คือการพยากรณ์บนรากฐานของความเป็นไปได้คงที่
"สถิติ" คือการสรุปผลความเป็นไปได้จากข้อมูลที่สังเกตการณ์แล้ว

ผู้เขียนเป็นคนอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้ "เห็นภาพ" มาก

ไล่ตั้งแต่ต้นกำเนิดของการเก็บรวบรวม "ข้อมูล"
การทำบัญชี สถิติ แบบแผนของข้อมูลที่ค้นพบ
การสุ่ม และความคลาดเคลื่อนในการวัด

ไม่มีการวัดครั้งใดที่ไม่มีความคลาดเคลื่อน ถ้าคุณวัดซ้ำ !

กำเนิดโค้งปกติ แบบแผนที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ (มันถึงถูกเรียกว่า โค้งปกติ)
Central limit theorem การถดถอยเข้าสู่ส่วนกลาง
พร้อมยกตัวอย่างที่มีสีสัน เข้าใจง่าย เช่น ทำไมคนสวยมากๆ ถึงมีลูกสวยน้อยกว่า
หรือคนฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะ ไม่ควรคาดหวังว่าจะมีลูกเป็นอัจฉริยะยิ่งกว่าตัวเอง
ทำไมมนุษย์ถึงมีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ขีดจำกัดบน 2 เมตร ฯลฯ
และกำเนิดค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (ที่ไม่ใช่ของเพียร์สัน) และผลงานการทดสอบไคสแควร์ ของเพียร์สัน 555

บทที่ 8-9 จะพาออกนอกเขตแดนคณิตศาสตร์มาเป็นการประยุกต์ใช้ในศาสตร์ต่างๆ ทั้งจิตวิทยา สังคมศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา ฯลฯ ... แบบแผนชุลมุนหรือ Chaos Theory ส่งผลกระทบกับพวกเราอย่างไรและ  butterfly effect คือ?

บทที่ 9 มายาในรูปแบบ ว่าด้วย "illusion" (ชอบคำนี้มากกว่าคำไทย) ... คนเราหลอกตัวเองอย่างเป็นระะบบเสมอ lol โดยหาหลักฐานต่างๆ มาสนับสนุนข้อสรุปของตัวเอง การทดสอบนัยสำคัญทางสถิติเกี่ยวข้องและช่วยลดอคติของมนุษย์ ณ จุดนี้ อย่างไร?

บทที่ 10 เป็นบทจบ "วิถีขี้เมา" ซึ่งกระทบกระเทียบคนเราเล็กๆ ว่า...ทำไมคนเรามักจะมารู้สึก "อ๋อ" เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว... ทำไมเราทำนายอดีตได้ดีกว่าอนาคต และมันควรแล้วหรือที่เราจะเอาความสำเร็จในอดีตมาตัดสินอนาคต? ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จถึงประสบความสำเร็จ? ทำไมหลายๆ เหตุการณ์ช่างประจวบเหมาะนัก?

น่าสนุกใช่ม้าาา ยืมอ่านได้นะคะ ^_^








ทันทีที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เราก็รู้สึกว่า "คณิตศาสตร์" เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายอย่างเหลือเชื่อ 
(ซึ่งก็อ่านมาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว)
พลังของคนที่หลงรักอะไรจริงๆ แผ่กระจายได้ขนาดนั้นทีเดียว!

คนเขียนหนังสือเล่มนี้ Paul Hoffman บอกว่ายิ่งตัวเองเริ่มติดตาม ขุดคุ้ยโน่นนี่เพื่อที่จะเขียนประวัติของแอร์ดิชมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้รู้สึกชอบแอร์ดิชมากขึ้นเท่านั้น แม้เขาเองในตอนแรกจะยังไม่ค่อยอินนัก พออยู่ไปสักพักก็เริ่มติดโรคจากแอร์ดิช LoL

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือชีวประวัติ ที่ Paul ได้ให้แอร์ดิชอ่านก่อนที่จะตีพิมพ์แล้ว เพราะฉะนั้น รับประกันความถูกต้อง

เนื้อเรื่องไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เข้าใจ เรื่องเกี่ยวกับจำนวนตรรกยะ อตรรกยะ จำนวนเฉพาะ ฯลฯ ถูกย่อยให้อ่านง่ายและสนุกสนาน ชวนคิดสไตล์แอร์ดิช ... 

แอร์ดิชเป็นคนที่เชื่อว่า "คณิตศาสตร์คือความจริงแท้" และเชื่อว่าการคงอยู่ของคน คือ การที่ยังมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจำนวนเฉพาะ เรขาคณิต 

แอร์ดิชเป็นคนที่เกิดในยุคสงคราม "ตลอดเวลาคณิตศาสตร์เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของเขาในโลกที่เขาเห็นว่าโหดร้าย ไร้หัวใจ แม้เขาจะยังคงเชื่อในความดีงามและความบริสุทธิ์ในตัวแต่ละบุคคลก็ตาม"  

สำหรับแอร์ดิช คณิตศาสตร์ดูจะเป็นเหมือนประตูทางสังคมอย่างหนึ่งที่เขาสามารถจ่ายเงินเพื่อหาคนมาทำโจทย์ด้วย ไม่ใช่รับแก้โจทย์เพื่อจะหาเงินนะ ยอมจ่ายเงินเพื่อหาเพื่อนทำโจทย์เลยแหละ เขาเกิดมาและมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้ "ตัวเลข" 

นอกจากความดีงามของแอร์ดิชเองที่ได้ทิ้งผลงานทางคณิตศาสตร์แก่โลกไว้มากกว่านักคณิตศาสตร์คนไหนๆ ยังมีความดีงามของคนเขียนที่สามารถเรียบเรียงชีวิต มุมมองของความเป็นคนแปลกๆ เมื่อเทียบกับคนอื่นในสังคมโดยเฉลี่ย ความคิด การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ความเอื้ออาทรของแอร์ดิชต่อโลก ต่อคนรุ่นหลัง มันทำให้หนังสือชีวประวัติเล่มนี้มีชีวิต และทำให้ผลงานของแอร์ดิชดูมีชีวิตและเข้าถึงได้ด้วย

ถ้าใครอยากรู้ว่า Nerd เป็นยังไง แอร์ดิชนี่แหละ Nerd ตัวพ่อ!




Delivering Happiness หรือในชื่อไทยเก๋ๆ ว่า
"ใช้ความสุขทำกำไร"
แลดูน่าสนุก แล้วก็สนุกจริงๆ

หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของ "Zappos" ที่มีชีวิตชีวา พอๆ กับตัวคนเล่าเรื่อง Tony Hsieh, Zappos CEO

หนังสือเล่มนี้เป็น 1st Best seller ของทั้ง New york times และ Wall street journal มาตั้งแต่ปี 2010

ฉบับแปลไทยโดยสำนักพิมพ์ WELEARN ในปี 2013 แต่เราเพิ่งจะมาอ่านจริงจังในปี 2014 (อ่านไปก็คิดไปว่าทำไมไม่เห็นมาก่อนนะ หรือขายไปหมดแล้ววว)

จัดเป็นหนังสือธุรกิจเชิงชีวประวัติที่อ่านสนุกที่สุดเท่าที่อ่านมา อ่านกันวางไม่ลง รวดเดียวจบ! ถึงกับคลั่งไคล้ Tony กันเลยทีเดียว





มาเข้าเนื้อเรื่องกันดีกว่า >>>


หนังสือบอกเล่าเรื่องราวของ Tony Hsieh เอง นิสัยและความชอบส่วนตัวที่มุ่งมั่นจะตามล่าหาเงินตั้งแต่เด็ก ความเป็นอัจฉริยะในเรื่องการเรียน ความฉลาดแกมโกงที่จะไม่ต้องเรียนแต่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ... เช่น หาเงิน LOL

Zappos ไม่ใช่ธุรกิจตัวแรกของ Tony แต่อาจจะเป็นธุรกิจล่าสุด หรือสุดท้ายก่อนจะเขียนหนังสือเล่มนี้ ในความคิดส่วนตัวของเราๆ ว่า Zappos เองไม่ใช่ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ Tony (เมื่อเทียบในแง่ของ effectiveness มีหลายธุรกิจที่ Tony ไม่ต้องพยายามมากมายก็ทำให้รวยเวอร์) แต่ด้วยเพราะมันเป็นอะไรที่ต้องฝ่าฝัน แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แรงงาน พลังใจมากมายที่จะทำธุรกิจนี้ให้รอด มันจึงเป็นธุรกิจที่ทำให้คนทั่วโลก รู้จักเขาคนนี้ Tony Hsieh

ว่าจะเล่าให้ละเอียด...แต่ไม่บอกดีกว่า ไปหาอ่านเองดีมั้ย ^^ หนุกน้าาาาา

ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ >>>

เยอะมากกกกกกกกก หลายประเด็นจัด (ตอนที่ไปปีนเขาคีรีมันจาโรนี่ยกไว้เลย ปลี้มสุดละ)

เอาที่เกี่ยวกับการบริหารองค์กรให้กลายเป็นองค์กรที่มีแต่คนอยากร่วมงานด้วยดีกว่า

  1. Tony เน้นการจัดการวัฒนธรรมองค์กร คัดเลือก ให้งานและเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่โปร่งใส
    หล่อหลอมให้คนมีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน ทุ่มเททำทุกอย่างให้องค์กรและตนเองขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน (EE -> CE)
    Tony ได้ประสบการณ์จากบริษัทก่อนหน้าเกี่ยวกับเรื่องคน จึงระมัดระวังในการเลือกคนที่มีทัศนคติที่ดีในการทำเพื่อคนอื่น เพราะเน้นเรื่องการบริการลูกค้า ดังนั้น Zappos จึงไม่ลังเลที่จะยอมจ่ายเงินให้แก่คนที่พร้อมจะลาออกหลังจากพ้นสัปดาห์แรกของการอบรมพนักงาน ทำให้คนที่ไม่อินกับ Zappos มากพอ หายไปก่อนที่จะ "ก่อผลกระทบในทางร้าย" กับวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร
  2. เพื่อให้พนักงานทุกคนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเป้าหมายของบริษัท Tony ใช้การสื่อสาร
    ทุกเรื่องอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา จากตัวของ Tony เอง ทำให้พนักงานทุกคนมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ได้รับเป็นเรื่องจริง ชอบตอนที่พูดถึงการต้องเลือกให้คน 8 คนออก เพื่อรักษาสภาพคล่องของบริษัท มันสะเทือนใจนะ แต่ดีใจที่ทุกอย่างจบลงด้วยดี
  3. ที่ Zappos เน้นการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ให้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ชอบตรงจะมีการเวียนหนังสือกันอ่านอย่างสม่ำเสมอ วัฒนธรรมที่โน่นเห็นได้ชัดว่าจุดนี้เข้มข้นสม่ำเสมอกันทุกคน เรื่องแลก/แนะนำหนังสือกันอ่าน Tony เป็นตัวตั้งตัวตีเลย
  4. ที่ Zappos เน้นการส่งมอบความสุขให้ลูกค้า ดูแลลูกค้าเหมือนเพื่อน ทำให้เกิด brand loyalty สูง

จบแค่นี้ดีกว่า เอาเป็นว่าปลื้มมากกกก ไปหาอ่านกันดูนะ ^^


[เปลี่ยนใจคืนกำไรให้คนอ่านดีกว่า ... เดี๋ยวมาอัพเดตให้ละเอียดขึ้นนะคะ คิวบทความยาวมากกก]