ปีนี้เป็นปีที่แม่ชวนอยู่บ้าน ด้วยเหตุที่ร่างกายยังแข็งแรงไม่เพียงพอ
เลยต้องเว้นการเวียนเทียนที่ธรรมสถานจุฬา
ซึ่งเป็นที่ๆ มักจะไปเป็นประจำทุกปี แถมชวนคนโน้นคนนี้ไปเสมอๆ
ไปวันอื่นแล้วกัน

วันนี้อยากหยิบยกเรื่องราวที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวแต่ก็เกี่ยวกันมาเขียนไว้

โลกนิติ

จำไม่ได้ทั้งหมดหรอก แต่มีโคลงโลกนิติอยู่บทหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องโลกธรรม

ห้ามเพลิงไว้อย่าให้   มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์    ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน          คืนเล่า
ห้ามดั่งนี้ไว้ได้          จึงห้ามนินทาฯ

โลกนิติ แปลว่า ระเบียบแบบแผนแห่งโลก เนื้อหาในโคลงโลกนิติมุ่งแสดงความจริงของโลก
และสัจธรรมของชีวิต ท่านว่าแต่งเพื่อสอนให้ผู้อ่านได้รู้ทันโลก เข้าใจในความเป็นไปของชีวิต
เป็นแม่แบบในการดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องดีงาม

ในขณะเดียวกัน โลกธรรมก็เป็นของที่อยู่คู่โลก เป็นความจริงที่ทุกคนต้องเจอ
และต้องทำใจให้ได้ว่า "ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง"  

โลกธรรม 8
โลกเราประกอบไปด้วย ทวิภาค หรือความเป็นของสองสิ่งเหมือนเหรียญสองด้าน
มีขั้วบวกขั้วลบ มีดีมีชั่ว มีหยิน มีหยาง ฯลฯ

โลกธรรม 8 ที่ท่านสรุปเอาไว้มี 4 กลุ่มๆ ละ 2 ด้านในทิศทางตรงข้ามกัน
เกณฑ์การแบ่งที่ใช้ คือความพอใจและไม่พอใจ 
ซึ่งจะเป็นชนวนก่อให้เกิดโลภะ (การอยากดึงเข้า) และโกธะ (การผลักออก)

กลุ่มที่ 1 ได้ลาภ-เสื่อมลาภ : มีได้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์โพดผลต่างๆ ก็อาจต้องมีวันนึงที่เสียสิ่งนั้นไปไม่ว่าจะด้วยการสิ้นอายุ หรือสูญหาย หรือถูกเบียดเบียน ฯลฯ 

กลุ่มที่ 2 ได้ยศ-เสื่อมยศ : มีช่วงเวลาที่ได้รับการยอมรับมากมาย ก็อาจต้องมีวันหนึ่งหรือแม้แต่ชั่วขณะสั้นๆ ที่จะรู้สึกถึงการไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม จากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของความไม่เข้าใจ (ที่เป็นเหตุผลชั่วคราว) หรือเหตุผลของความไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ ไม่ใช่ ไม่เหมาะกับสภาวะการยอมรับนั้น (เป็นเหตุผลชั่วคราวที่ยาวนาน)

กลุ่มที่ 3 สรรเสริญ-นินทา : ในเมื่อคนเราต่างความคิด การกระทำของเราจึงถูกตีความได้หลายแบบ คนที่รัก ชอบ ที่แม้ไม่ได้ประโยชน์แต่เพราะชอบเรา หรือแม้แต่ได้ประโยชน์จากการกระทำนั้น ก็มักจะสรรเสริญ ยกย่อง ยินดีด้วย ในขณะเดียวกัน คนที่เกลียดเราเป็นทุนเดิม เสียผลประโยชน์ หรือคิดว่าเสียผลประโยชน์จากการกระทำของเรา (ทั้งที่จริงๆ อาจไม่ได้เสีย) ก็มักจะมีการพูดถึงในทางไม่ดี ทำให้เกิดความเสียหายหรือเจ็บใจแก่เรา โดยที่บางทีเราก็ไม่ได้มีเจตนาอย่างที่เขาเข้าใจนั้น
(แต่มันคือ law of action-reaction นะเราว่า เคยนินทาใครไว้ ก็จะถูกคนอื่นนินทาให้บ้าง ถือว่าหายกันไป Fair play ^^...เอ๊ะ แต่สำหรับเราที่ต้องเจอเรื่องทำนองนี้ตั้งแต่ประถม หมายความว่าไงห๊าาาา)   


กลุ่มที่ 4 สุข-ทุกข์ : ความสบายกาย สบายใจ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เมื่อหมดเหตุ ความสบายกาย สบายใจเหล่านั้นก็หายไป การเข้าไปยึด ยื้ออยากให้มันอยู่กับเรานานๆ กลับก่อให้เกิดผลตรงข้าม คือก่อให้เกิดทุกข์ 

อย่าคิดว่าอะไรๆ จะอยู่กับเราไปตลอด เพราะ 

"โลกนี้ไม่เคยมีอะไรที่เป็นของเรา"

โดยส่วนตัวแล้วเจ็บปวดมากๆ กับความจริงข้อนี้
แต่ก็ยิ่งโตยิ่งชัดว่ามันเป็นเรื่องจริงที่หนีไม่พ้น  
ทางที่ดีคือ ยึด motto ของตัวเองไว้ 
Life is a moment, living is the way we choose to use that moment. : Kookio


สำหรับโคลงโลกนิติที่ชอบมากๆ คือบทนี้

ถึงจนทนสู้กัด                     กินเกลือ
อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ          พวกพ้อง
อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ    สงวนศักดิ์
โซก็เสาะใส่ท้อง                หาเนื้อกินเองฯ 

เหตุผลแรก เพราะมันเห็นภาพชัดสำหรับเด็กๆ...
นึกภาพตามสิ...เสือผอมโซๆ ตัวนึง ท้องกิ่ว
อุตส่าห์หาอาหารมาได้ แล้วก็ถูกเค้าแย่งไป และก็ไม่มีแรงจะไปแย่งกลับมา 555 
และก็ไม่ได้รอที่จะแย่งอาหารจากชีตาห์ด้วยกัน หรือสัตว์ที่มีแรงน้อยกว่าต่อ
จริงๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในธรรมชาตินะ
เสือที่ถูกแย่งอาหารเป็นประจำคือ เสือชีตาห์ (ตัวเมีย) 
จนตอนนี้ จำนวนประชากรเสือชีตาห์ลดลงมากอย่างน่าใจหาย
นักวิจัยบอกว่า เป็นเพราะเสือชีตาห์ต้องใช้พลังงานมากมายในการวิ่งกวดให้เร็วในระยะสั้นๆ 
ซึ่งมันกินแรงไปมาก (นึกถึงตอนวิ่งระยะสั้นดู)
สัตว์ที่แย่งคืออะไรรู้มะ สิงโต! เจ้าป่าเชียวนะ!
ปลอบใจตัวเองว่าไม่มีวาสนาแล้วกัน ชีตาห์เอ๋ย

(หยุด! ไม่มีวาสนาไม่ได้แปลว่าแย่หรือโง่จนไม่คู่ควร
หรือเป็นคำที่เอาไว้  "เหยียด" อีกฝ่าย
เพราะวาสนานี่เป็นเรื่อง relative 
ของบางอย่างอาจเป็นเรื่องดีเลิศเลอสำหรับบางคน 
แต่ในทางกลับกันของสิ่งนั้นกลับทำร้ายอีกคนก็ได้) 

สำหรับชีตาห์ ถ้ากินเยอะอาจจะอ้วน วิ่งไม่ไหวก็ได้นะ เลยต้องถูกแย่งอาหารไป ^^ 

เราเข้าใจว่า ทรัพยากรบนโลกนี้มีอยู่อย่างจำกัด... 
แม้เป็นต้นไม้ ดอกไม้ ก็ต้องแข่งกันงอกให้สูงที่สุด เพื่อรับแสงอาทิตย์ให้มากที่สุด
แม้เป็นสัตว์ ก็ต้องห้ำหั่นแย่งอาหาร แย่งที่อยู่ แย่งคู่ครอง 
แม้เป็นคน ก็ต้องแย่งชิงปัจจัยสี่ แย่งชิงพื้นที่ทางความคิด แย่งชิงความรัก แย่งชิงอำนาจ 
ทั้งหมดนี้เพื่อการคงไว้ซึ่ง "ตัวตน" 
สำหรับเรา มันน่าเบื่อออกนะ 

(อ๊ะ ยังไม่ใช่นิพพิทาหรอก อาจเป็นแค่ความเบื่อเพราะองุ่นเปรี้ยวก็ได้มั้ง)


ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งสำคัญต่อการมีชีวิต 
"ศักดิ์ศรีกินไม่ได้ แต่การไม่เห็นแก่ศักดิ์ศรีนี่แหละ ทำให้ความชั่วร้ายซื้อไปได้"
จำได้ว่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2013

แม้บางที อาจดูเหมือนเป็นการหลอกตัวเอง
แต่ในที่สุดแล้ว คนเราก็ต้องทำอย่างนี้...คนเราหลอกตัวเองอยู่ทุกวัน
ทุกเรื่องด้วย 
เพื่อให้ใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้...อย่างมีความสุข
เพราะอายตนะ 5 ของเรามันมีความสามารถจำกัด
(หาอ่านได้ในชีวิตนี้...ฟ้าลิขิตนะคร้าาา) 



แถม สำหรับวันนี้ : บทสวดมนต์บทนี้ไม่ได้ชอบมากนัก แต่เป็นบทที่ฟังแล้วสบายใจที่สุด 
อนุโมทนากับผู้จัดทำด้วยค่ะ



ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกคนบนโลกใบนี้ ทั้งที่เราพบเจอแล้ว และยังไม่เจอ 
สนิทและไม่สนิท เคยคุยกันและไม่เคยคุยกัน รู้จักกันและเหมือนจะไม่รู้จักกัน
เราโชคดีมากๆ ที่ได้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม เจอแต่คนดีๆ คอยตักเตือนและอยู่ข้างๆ กันเสมอ 



เครดิต  : ขอบคุณข้อมูลต่างๆ จากผู้ที่เข้าไปอัพเดตใน Wikipedia และ www.kaweeclub.com
ภาพดอก cosmos จากดอยแม่ตะมาน เมื่อต้นปี 2014

สาระ : โคลงโลกนิติทั้งหมด

๏ ปลาร้าพันห่อด้วย           ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา             คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา                 คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง               เฟื่องให้เสียพงศ์ฯ
     
๏ ใบพ้อพันห่อหุ้ม             กฤษณา
หอมระรวยรสพา              เพริศด้วย
คือคนเสพเสน่หา              นักปราชญ์
ความสุขซาบฤาม้วย          ดุจไม้กลิ่นหอมฯ
    
 

๏ ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้            มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน              ชาดป้าย
ภายในย่อมแมลงวัน           หนอนบ่อน
ดุจดังคนใจร้าย                  นอกนั้นดูงามฯ 
   
๏ ขนุนสุกสล้างแห่ง            สาขา
ภายนอกเห็นหนามหนา      หนั่นแท้
ภายในย่อมรสา                  เอมโอช
สาธุชนนั้นแล้                    เลิศด้วยดวงใจฯ
    

๏ คนพาลผู้บาปแท้              ทุรจิต
ไปสู่หาบัณทิต                    ค่ำเช้า
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์          บ่ทราบ ใจนา
คือจวักตักเข้า                    ห่อนรู้รสแกงฯ 

 
๏ หมูเห็นสีหราชท้า            ชวนรบ
กูสี่ตีนกูพบ                       ท่านไซร้
อย่ากลัวท่านอย่าหลบ         หลีกจาก กูนา
ท่านสี่ตีนอย่าได้                วากเว้นวางหนีฯ
     

๏ สีหราชร้องว่าโอ้             พาลหมู
ทรชาติครั้นเห็นกู              เกลียดใกล้
ฤามึงใคร่รบดนู                 มึงมาศ เองนา
กูเกลียดมึงกูให้                  พ่ายแพ้ภัยตัวฯ 
     
๏ กบเกิดในสระใต้            บัวบาน
ฤาห่อนรู้รสมาลย์              หนึ่งน้อย
ภุมราอยู่ไกลสถาน            นับโยชน์ ก็ดี
บินโบกมาค้อยค้อย           เกลือกเคล้าเสาวคนธ์ฯ
    

๏ ไม้ค้อมมีลูกน้อม           นวยงาม
คือสัปบุรุษสอนตาม          ง่ายแท้
ไม้ผุดังคนทราม               สอนยาก
ดัดก็หักแหลกแล้              ห่อนรื้อโดยตามฯ 
 
๏ นาคีมีพิษเพี้ยง               สุริโย
เลื้อยบ่ทำเดโช                  แช่มช้า
พิษน้อยหยิ่งโยโส              แมลงป่อง
ชูแต่หางเองอ้า                  อวดอ้างฤทธีฯ
     

๏ ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น        นักเรียน
ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร            ผ่ายหน้า
คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน  วนจิต
กลอุทกในตระกร้า             เปี่ยมล้นฤามีฯ 

 
๏ งาสารฤาห่อนเหี้ยน        หดคืน
คำกล่าวสาธุชนยืน            อย่างนั้น
ทุรชนกล่าวคำฝืน             คำเล่า
หัวเต่ายาวแล้วสั้น             เล่ห์ลิ้นทรชนฯ
    

๏ ห้ามเพลิงไว้อย่าให้         มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์            ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน                  คืนเล่า
ห้ามดังนี้ไว้ได้                  จึ่งห้ามนินทาฯ 
      
๏ ภูเขาเหลือแหล่ล้วน         ศิลา
หามณีจินดา                    ยากได้
ฝูงชนเกิดนานา                ในโลก
หานักปราชญ์นั้นไซร้        เลือกแล้วฤๅมีฯ 

 
๏ พริกเผ็ดใครเผ็ดให้          ฉันใด
หนามย่อมหนามเองใคร     เซี่ยมให้
จันทร์กฤษณาไฉน            ใครอบ หอมฤๅ
วงศ์แห่งนักปราชญ์ได้       เพราะด้วยฉลาดเองฯ 

 
๏ ภูเขาเอนก ล้ำ                  มากมี
บ่มิหนักแผ่นธรณี              หน่อยไซร้
หนักนักแต่กระลี                ลวงโลก
อันจักทรงทานได้               แต่พื้นนรกานต์๚


๏ ดารามีมากน้อย               ถึงพัน
บ่เปรียบกับดวงจันทร์         หนึ่งได้
คนพาลมากอนันต์             ในโลก
จะเทียบเท่าปราชญ์ไซร์      ยากแท้ฤๅถึงฯ 
 
๏ ถึงจนทนสู้กัด                 กินเกลือ
อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ           พวกพ้อง
อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ        สงวนศักดิ์
โซก็เสาะใส่ท้อง                จับเนื้อกินเอง๚

 
๏ ตีนงูงูไซร้หาก                เห็นกัน
นมไก่ไก่สำคัญ                 ไก่รู้
หมู่โจรต่อโจรหัน               เห็นเล่ห์ กันนา
เชิงปราชญ์ฉลาดกล่าวผู้      ปราชญ์รู้ เชิงกันฯ 

๏ เว้นวิจารณ์ว่างเว้น         สดับฟัง
เว้นที่ถามอันยัง                ไป่รู้
เว้นเล่าลิขิตสัง-                 เกตว่าง เว้นนา
เว้นดั่งกล่าวว่าผู้                ปราชญ์ได้ฤามีฯ
   

๏ รู้น้อยว่ามากรู้                เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน                 สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล                 กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่อน้อย                มากล้ำลึกเหลือฯ 


๏ เสียสินสงวนศักดิ์ไว้        วงศ์หงส์
เสียศักดิ์สู้ประสงค์              สิ่งรู้
เสียรู้เร่งดำรง                    ความสัตย์ ไว้นา
เสียสัตย์อย่าเสียสู้               ชีพม้วยมรณาฯ
     

๏ ตัดจันทน์ฟันม่วงไม้        จัมบก
แปลงปลูกหนามรามรก      รอบเรื้อ
ฆ่าหงส์มยุรนก                  กระเหว่า เสียนา
เลี้ยงหมู่กากินเนื้อ              ว่ารู้ลีลาฯ 
 
๏ น้ำเคี้ยวยูงว่าเงี้ยว            ยูงตาม
ทรายเหลือบหางยูงงาม        ว่าหญ้า
ตาทรายยิ่งนิลวาน              พรายเพริศ
ลิงว่าหวัวหวังหว้า               หว่าดิ้นโดดตามฯ
   

๏ พระสมุทรสุดลึกล้น          คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา                หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา                  กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้                  ยากแท้หยั่งถึงฯ 
 
๏ รักกันอยู่ขอบฟ้า              เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว           ร่วมห้อง
ชังกันบ่แลเหลียว                ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง         ป่าไม้มาบังฯ
   

๏ ให้ท่านท่านจักให้            ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง            นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง         ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้                  แต่ผู้ทรชนฯ 
    
๏ แม้นมีความรู้ดั่ง             สัพพัญญู
ผิบ่มีคนชู                         ห่อนขึ้น
หัวแหวนค่าเมืองตรู           ตาโลก
ทองบ่รองรับพื้น                ห่อนแก้วมีศรีฯ 


๏ เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม          ดนตรี
อักขระห้าวันหนี                เนิ่นช้า
สามวันจากนารี                 เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า           อับเศร้าศรีหมองฯ 

๏ ใครจักผูกโลกแม้           รัดรึง
เหล็กเท่าลำตาลตรึง          ไป่หมั้น
มนตร์ยาผูกนานหึง           หายเสื่อม
ผูกเพื่อไมตรีนั้น               แน่นเท้าวันตายฯ
 

๏ ผจญคนมักโกรธด้วย     ไมตรี
ผจญหมู่ทรชนดี               ต่อตั้ง
ผจญคนจิตโลภมี              ทรัพย์เผื่อ แผ่นา
ผจญอสัตย์ให้ยั้ง               หยุดด้วยสัตยาฯ 
 
๏ คนใดคนหนึ่งผู้             ใจฉกรรจ์
เคียดฆ่าคนอนันต์             หนักแท้
ไป่ปานบุรุษอัน                ผจญจิต เองนา
เธียรท่านเยินยอแล้           ว่าผู้มีชัยฯ 

๏ ความรู้ดูยิ่งล้ำ               สินทรัพย์
คิดค่าควรเมืองนับ            ยิ่งไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ           กายอาต มานา
โจรจักเบียนบ่ได้              เร่งรู้เรียนเอาฯ 
 
๏ คนใดโผงพูดโอ้            อึงดัง
อวดว่ากล้าอย่าฟัง            สัปปลี้
หมาเห่าเล่าอย่าหวัง          จักขบ ใครนา
สองเหล่าเขาหมู่นี้             ชาติเชื้อเดียวกันฯ
 

๏ โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง        เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา               ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา               หนักยิ่ง
ป้องปิดคิดซ่อนเร้น          เรื่องร้ายหายสูญฯ 

๏ ราชาธิราชน้อม            ในสัตย์
อำมาตย์เป็นบรรทัด         ถ่องแท้
ฝูงราษฎร์อยู่ศรีสวัสดิ์       ทุกเมื่อ
เมืองดั่งนี้เลิศแล้              ไพร่ฟ้าเปรมปรีดิ์ฯ
  

๏ คนใดละพ่อทั้ง             มารดา
อันทุพพลชรา                 ภาพแล้ว
ขับไล่ไม่มีปรา                นีเนตร
คนดั่งนี้ฤาแคล้ว              คลาดพ้นไภยันฯ 
 
๏ หอมกลิ่นดอกไม้ที่         นับถือ
หอมแต่ตามลมฤา            กลับย้อน
หอมแห่งกลิ่นกล่าวคือ      ศีลสัตย์ นี้นา
หอมสุดหอมสะท้อน         ทั่วใกล้ไกลถึงฯ
 

๏ ก้านบัวบอกลึกตื้น         ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน           ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน    ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ    บอกร้ายแสลงดินฯ 
 
๏ อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า     มาถนอม
สูงสุดมือมักตรอม            อกไข้
เด็ดแต่ดอกพยอม            ยามยาก ชมนา
สูงก็สอยด้วยไม้               อาจเอื้อมเอาถึงฯ


๏ เบิกทรัพย์วันละบาทซื้อ    มังสา
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา         ไป่อ้วน
สองสามสี่นายมา                กำกับ กันแฮ
บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน            บาทสิ้นเสือตายฯ 
      
๏ โคควายวายชีพได้         เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง              อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง              ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้           แต่ร้ายกับดีฯ
      

๏ ถึงจนทนสู้กัด                กินเกลือ
อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ          พวกพ้อง
อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ       สงวนศักดิ์
โซก็เสาะใส่ท้อง               จับเนื้อกินเองฯ 
      
๏ บางคาบภาณุมาศขึ้น       ทางลง ก็ดี
บางคาบเมรุบ่ตรง              อ่อนแอ้
ไฟยมดับเย็นบง-               กชงอก ผานา
ยืนสัตย์สาธุชนแท้             ห่อนเพี้ยนสักปางฯ


๏ เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว   แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี           มากได้
เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี-       วาอาตม์
หากยาก ฝากผีไข้             ยากแท้จักหาฯ 

๏ อ่อนหวานมานมิตรล้น   เหลือหลาย
หยาบบ่มีเกลอกราย          เกลื่อนใกล้
ดุจดวงศศิฉาย                 ดาวดาษ ประดับนา
สุริยส่องดาราไร้               เมื่อร้อนแรงแสงฯ
 

๏ ยอข้ายอเมื่อแล้ว           การกิจ
ยอยกครูยอสนิท              ซึ่งหน้า
ยอญาติประยูรมิตร           เมื่อลับ หลังแฮ
คนหยิ่งแบกยศบ้า            อย่ายั้งยอควรฯ 
   
๏ พริกเผ็ดใครให้เผ็ด       ฉันใด
หนามย่อมแหลมเองใคร   เซี่ยมให้
จันทน์กฤษณาไฉน          ใครอบ หอมฤๅ
วงศ์แห่งนักปราชญ์ได้      เพราะด้วยฉลาดเองฯ 

 
๏ สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ     ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน           กร่อนขร้ำ
บาปเกิดแก่ตนคน            เป็นบาป
บาปย่อมทำโทษซ้ำ          ใส่ผู้บาปเองฯ 
 
๏ ใครจักผูกโลกแม้          รัดรึง
เหล็กเท่าลำตาลตรึง         ไป่หมั้น
มนต์ยาผูกนานหึง            หายเสื่อม
ผูกเพื่อไมตรีนั้น              แน่นเท้าวันตายฯ 
 


๏ ความเพียรเป็นอริแล้ว     เป็นมิตร
คร้านเกียจเป็นเพื่อนสนิท   ร่วมไร้
วิชาเฉกยาติด                   ขมขื่น
ประมาทเหมือนดับไต้        ชั่วร้ายฤๅเห็นฯ 
 
๏ เห็นใดจำให้แน่              นึกหมาย
ฟังใดอย่าฟังดาย               สดับหมั้น
ชนม์ยืนอย่าพึงวาย            ตรองตรึก ธรรมนา
สิ่งสดับทั้งนั้น                   ผิดเพี้ยนเป็นครูฯ 
 


๏ อย่าโทษไทท้าวท่วย       เทวา
อย่าโทษสถานภูผา            ย่านกว้าง
อย่าโทษหมู่วงศา              มิตรญาติ
โทษแต่กรรมเองสร้าง       ส่งให้เป็นเองฯ 
  
๏ โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง        เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา               ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา               หนักยิ่ง
ป้องปิดคิดซ่อนเร้น          เรื่องร้ายหายสูญฯ
 

๏ เดินทางต่างเทศให้        พิจารณ์
อาสน์นั่งนอนอาหาร         อีกน้ำ
อดนอนอดบันดาล            ความโกรธ
ห้าสิ่งนี้คุณล้ำ                  เลิศล้วนควรถวิลฯ 
 
๏ เป็นคนคลาดเหย้าอย่า    เปล่ากาย
เงินสลึงติดชาย                ขอดไว้
เคหาอย่าสูญวาย              ข้าวเปลือก มีนา
เฉินฉุกขุกจักได้              ผ่อนเลี้ยงอาตมาฯ
      
 
๏ พายเถิดพ่ออย่ารั้ง         รอพาย
จวนตะวันจักสาย             ส่องฟ้า
ของสดสิ่งควรขาย           จักขาด ค่าแฮ
ตลาดเลิกแล้วอ้า              บ่นอื้นเอาใครฯ 
       
๏ ทรัพย์มีสี่ส่วนไซร้          ปูนปัน
ภาคหนึ่งพึงเกียดกัน          เก็บไว้
สองส่วนเบ็ดเสร็จสรรพ์      การกิจ ใช้นา
ยังอีกส่วนควรให้              จ่ายเลี้ยงตัวตนฯ
      
 
๏ ย่าขุดขอดท่านด้วย        วาจา
อย่าถากท่านด้วยตา          ติค้อน
ฟังคำกล่าวมฤษา             โสตหนึ่ง นะพ่อ
หยิบบ่ศัพท์กลับย้อน         โทษให้กับตนฯ
       
๏ กาน้ำดำดิ่งด้น             เอาปลา
กาบกคิดใคร่หา              เสพบ้าง
ลงดำส่ำมัจฉา                 ชลชาติ
สวะปะคอค้าง                 ครึ่งน้ำจำตายฯ
      
 
๏ ไปเรือนท่านไซร้อย่า    เนานาน
พูดแต่พอควรการ           กลับเหย้า
ริร่ำเรียนการงาน            เรือนอาต มานา
ยากเท่ายากอย่าเศร้า       เสื่อมสิ้นความเพียรฯ 
       
๏ เป็นคนคิดแล้วจึ่ง         เจรจา
อย่ามลนหลับตา              แต่ได้
เลือกสรรหมั่นปัญญา       ตรองตรึก
สติริรอบให้                    ถูกแล้วจึงทำฯ
      
 
๏ ปางน้อยสำเหนียกรู้       เรียนคุณ
ครั้นใหญ่ย่อมหาทุน         ทรัพย์ไว้
เมื่อกลางแก่แสวงบุญ       ธรรมชอบ
ยามหง่อมทำใดได้           แต่ล้วนอนิจจังฯ 
 
๏ คุณแม่หนาหนักเพี้ยง    พสุธา
คุณบิดรดุจอา-                กาศกว้าง
คุณพี่พ่างศิขรา               เมรุมาศ
คุณพระอาจารย์อ้าง         อาจสู้สาครฯ 

 
๏ เย็นเงาพฤกษ์มิ่งไม้      สุขสบาย
เย็นญาติสุขสำราย          กว่าไม้
เย็นครูยิ่งพันฉาย           กษัตริย์ยิ่ง ครูนา
เย็นร่วมพระเจ้าให้         ร่มฟ้าดินบนฯ 
 
๏ วิชาควรรักรู้               ฤๅขาด
อย่าหมิ่นศิลปศาสตร์       ว่าน้อย
รู้จริงสิ่งเดียวอาจ            มีมั่ง
เลี้ยงชีพช้าอยู่ร้อย          ชั่วลื้อเหลนหลานฯ 

 
๏ อย่าหมิ่นของเล็กนั้น     สี่สถาน
เล็กพริกพระกุมาร          จิดจ้อย
งูเล็กเท่าสายพาน            พิษยิ่ง
ไฟเล็กเท่าหิ่งห้อย           อย่าได้ดูแคลนฯ 





แหม...เรื่องอย่างนี้ล่ะเขียนคล่องเชียวนะ ไอ้กุ๊ก (ใช้เวลา 3 ชม. ถ้าเขียนงานได้เร็วอย่างนี้ก็ดีสิ :P)
เคยคิดจะเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ... แต่ก็ระงับไว้ ตอนนี้ขอเหอะ อัดอั้นเต็มที
(ตรูจะโดนมั้ยฟระ?)

เมื่อวานเพิ่งดูหนังเรื่อง Big Hero 6 จบไป ทำให้นึกถึงการคิดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสูญเสียบุคลากรในด้านเทคโนโลยีขึ้นมา

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกรณีธรรมกาย ... อ่านต่อไปเถอะค่ะ เกี่ยวแน่ๆ


>>> ตอนเล็กๆ ก่อนเข้า ป.1 (ประมาณปี 2525) พ่อซึ่งเป็นครูวิชาศีลธรรมได้พาเด็กนักเรียนไปตอบปัญหาทางก้าวหน้าซึ่งจัดขึ้นที่จุฬาฯ เป็นประจำ (CU นะ ไม่ใช่ มจร.)
ตอนนั้นการอ่านเป็นความบันเทิงเพียงอย่างเดียวของเรา
รู้สึกว่าหนังสือที่ได้จากงานทางก้าวหน้ามันสนุกและอ่านง่ายมาก สำหรับเด็ก 6 ขวบ
กลายเป็นแฟนคลับหนังสือมงคลชีวิตฉบับทางก้าวหน้า นิทานชาดก ฯลฯ
(หนี้บุญคุณดอกที่หนึ่ง) <<<

สักพักมีข่าวอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ บิดาเริ่มไม่พาเด็กไปและก็พูดถึงวัดอย่างรุนแรง

>>> มัธยมก็มีไปตอบปัญหาธรรมะเป็นประจำ หนึ่งในนั้นก็มีไปที่ธรรมกาย
เป็นครั้งแรกที่ได้มาวัดจริงๆ โคตรไกล LoL (ก่อนย้ายบ้านมาแถวนี้) ข้างในก็ดีเนอะ
ก็เป็นระเบียบดี...แต่เราไม่ชอบอะไรแบบนี้ มันร้อนมากกกก
เราชอบวัดที่ต้นไม้เยอะๆ หรือสถาปัตยกรรมสวยๆ มากกว่า
ดันได้รางวัลมาด้วย (หนี้บุญคุณดอกที่สอง) <<<

>>> มัธยมปลายมีโอกาสได้มาวัดอีกครั้ง แล้วก็ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวัด
เพิ่มขึ้น อิทธิปาฏิหารย์ต่างๆ ระเบียบปฏิบัติที่แตกต่างกับวัดอื่น ทำไมเจ้าอาวาสต้องใส่แว่นดำ ฯลฯ ที่สำคัญจะใช้คำโน้มน้าวว่า นั่งสมาธิแล้วเรียนเก่งนะ ซึ่งมันก็ถูก...แต่ <<<

ช่วงปี 2540-41 ระดมทุนสร้างจานและพระรอบจานนะ ถ้าจำไม่ผิด
บางคนจะกันเงินเดือน 1/3 ไว้ทำบุญเลย สาธุ...นี่สำหรับคนที่พอมี
แต่สำหรับคนที่ไม่มี บางทีก็ยอมอดนะ และข้างในก็จะกล่อมคนด้วยเรื่องแนวนี้เสมอ
ทำแล้วได้อะไร ทำแล้วได้อะไร ไม่รวมการได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์นะ
บวกกับประเพณีที่ "เยอะ" กว่าเดิมจนเกินระดับปกติไปมากกกกกกกก

กรณีธรรมกายเริ่มส่อเค้ารุนแรงและเป็นข่าวดังมากช่วงปลายปี 2541
ทั้งเรื่องเงินและคำสอนที่ผิดเพี้ยน องค์กรภาครัฐเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้อง
คำสอน "นิพพานเป็นอัตตา" ซึ่งบิดาบ่นหูชาทุกวัน

ถ้าจะเขียนประสบการณ์อย่างละเอียด อาจดูเป็นการไม่สำนึกบุญคุณ
จึงขอละไว้แต่เพียงเท่านี้

จะว่าไปแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น แม้ในครั้งพุทธกาล
จึงมีคนทูลถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับ การวินิจฉัยว่า
อย่างไรเป็นคำสอนของพระศาสดา อย่างไรไม่ใช่
ซึ่งมีการแสดงไว้อย่างน้อย 2 แห่งด้วยกัน ดังนี้ 

-อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรค ‪#‎สังขิตตสูตร‬-
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไป
๐ เพื่อความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด 
๐ เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อพรากสัตว์ออก
๐ เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
๐ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
๐ เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ
๐ เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด
๐ เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
๐ เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย
ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า
"นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัยไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ"
-อังคุตตรนิกาย สันตกนิบาต ปัณณาสก์ ‪#‎วินัยวรรคที่‬ ๓
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
"ดูกรอุบาลี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า
๐ ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นไป เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว
เธอพึงทรงธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่ธรรม นี้ไม่ใช่วินัย นี้ไม่เป็นคำสั่งสอนของศาสดา"

หลังจากกรณีธรรมกายสงบลง มูลนิธิได้เชิญ พระมโน เมตตานันโท ในสมัยนั้น
มาเสวนาเรื่องศาสนา อาจารย์ (ศ.ดร.สมศักดิ์ ชูโต) เคยเปรยๆ ว่า
น่าจะทำเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจในศาสนา
สำหรับเรามองว่า มันอันตรายเกินไปและยากแก่การหาข้อมูล (อ.นิศาก็เห็นด้วยว่า ยาก)
แม้จะเป็นแค่การศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากองค์กรแห่งนี้
ก็ยังเป็นเรื่องยาก และมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องมากมาย ยากแก่การตีค่า
มามองคร่าวๆ กัน

1. วัดพระธรรมกายก่อตั้งในปี 2513 ตั้งแต่เป็นมูลนิธิ จนมาเป็นวัด ช่วงต้นมีการเผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (นักเรียน นักศึกษาสมัยนั้น) ไม่นับรวม "บุญ" ที่ได้ แต่ละปีจะมีเด็กหรือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่...เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ "ใช้ทุน" อยู่กับธรรมกาย

2. มีผู้ที่ทุ่มเทกับการทำบุญด้วยเงิน และอื่นๆ มากมาย เพราะเชื่อกันว่า ที่ชาตินี้ตนเองแย่ ตนเองจนเพราะไม่ได้ทำบุญหรือทำบุญกับเนื้อนาบุญที่ไม่ดีพอ บางครั้งมีการอ้างถึงผู้มีอำนาจ ผู้ร่ำรวย ในสังคมหลายคนที่ได้ประโยชน์ หรือกลับร่ำรวยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไปทำบุญ ฯลฯ ซึ่งข่าวการสูญเสีย ทะเลาะเบาะแว้ง แตกแยกกันอันเนื่องมาจากการทำบุญมีให้เห็นตลอดมา ปัจจัยที่ได้ส่วนใหญ่ ใช้เป็นทรัพยากรขององค์กรในการเผยแผ่ต่อ เครื่องใช้ไม้สอยไฮเทคมากๆ ในวัด และ...
เราเคยคิดกันเล่นๆ มั้ยว่า เงินบริจาคเฉพาะองค์กรนี้เป็นกี่ % ของ GDP ? การทำบุญจัดเป็นแค่ Transfer payment? ประเทศตีความองค์กรทางศาสนาอยู่ในหมวดไหน?

3. ผู้ที่ศรัทธามากจนกระทั่งลาขาดชีวิตทางโลกเพื่อทุ่มเทการทำงานให้องค์กรอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิตเทียบกับถ้าดำเนินชีวิตตามปกติจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
สมมติ
- บวช : เชิญชวนคนเข้าวัดได้ 16 ปี = xxx คน คิดเป็นเงินบริจาค/ทำบุญ xxx บาท + อื่นๆ ตามแต่จะคิดได้ ที่เป็นบุญใหญ่คงเพราะเป็นการสืบทอดศาสนา (ไม่รู้จะตีค่าตัวแปรนี้อย่างไร)
- ไม่บวช : เป็นอาจารย์ สอนคณะวิศวกรรม 16 ปี สมมติว่าภาคไฟฟ้าละกัน ลูกศิษย์อย่างน้อย 100คน/รุ่น (ตอนนี้ มธ.รับเยอะมั้ยอ่า??) ลูกศิษย์แต่ละคนที่จบประกอบอาชีพ เกิดรายได้ เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ประมาณ 12 ปี รายได้ของตัวเองนำไปใช้ต่อ, ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากงานวิจัย/สิ่งประดิษฐ์ที่ทำขึ้นมา, ตำราที่เขียน ฯลฯ
(ตัวแปรเยอะจริงๆ)    

ยากเนอะ...ยากที่จะทำ...ยากที่จะเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง
คำว่า "ยาก" เยอะมากจริงๆ LoL ยากที่จะเขียนให้เป็นกลางด้วย


คำบอกเล่าของพระอดิศักดิ์ http://pantip.com/topic/33206456


ย้อนกลับมาเรื่อง Big Hero

ถ้าทาดาชิ ยังไม่ตาย ก็เช่นเดียวกับกรณีสมมติ ยังไม่บวช (ข้างต้น)
เราเชื่อว่าเค้าจะต้องสร้างหุ่นยนต์ดีๆ ที่ช่วยคนได้อย่างมากมาย 
พร้อมๆ ไปกับ Hiro และเด็กแสบใน lab nerd
  


(ไม่ลงรูปธรรมกายนะ คงไม่เหมาะกับสีกา)









หนังสือคณิตศาสตร์ดีๆ ที่สนุกสนานอีกเล่ม หนังสือเล่มนี้ได้มาเมื่อปี 2548 เพราะคำโปรย..
ที่บอกว่า "การสุ่มเลือกบัญชาทุกแง่มุมในชีวิตมนุษย์"

นี่ละหนา...อาจารย์จิตวิทยาของผม (รศ.ดร.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต)  จึงมักจะบอกว่า

"คนทำ ฟ้าลิขิต" เสมอ...ทั้งที่อาจารย์เป็นสายปรับพฤติกรรมของสกินเนอร์แท้ๆ

สำหรับเราหนังสือเรื่องนี้มันคือ "งานหลัก" ของเราแหละ เพราะฉะนั้นจะมี Bias มากหน่อย

เนื้อหาในส่วนที่อ่านมาได้

มันคือหนังสือประวัติศาสตร์! ผู้เขียนพาเราย้อนไปสู่ก่อนยุคมืดที่การค้นคว้า
และเรียบเรียงความรู้เป็นไปได้โดยลำบาก นักวิชาการตัวพ่อแต่ละคนล้วนแต่มีประวัติน่าสนใจ
น้อยคนมากที่จะไม่มีเหตุการณ์สลดเกิดขึ้น
คุณจะได้ทราบถึงประวัติในการคิดค้นทฤษฎีต่างๆ ของมนุษย์ แบ่งออกเป็น 10 บท
แยกเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง 2 ภาคใหญ่ๆ คือ

ภาค 1 

บทที่ 1 เป็นเกริ่นนำ เรื่อง "โอกาสการเกิด" ของทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้

บทที่ 2 - บทที่ 6 เป็นช่วงที่ว่าด้วย "ความน่าจะเป็น"
ยอดนักคิดที่สร้างเครื่องมือเพื่อให้คนรุ่นหลังมีวิธีการคิดที่เป็นระบบ
วิธีการขบคิดถึง สถานการณ์ที่เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น
หากเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ทั้งแบบที่มีเงื่อนไขและไม่มีเงื่อนไข
การคำนวณโอกาสของการเกิดสถานการณ์ต่างๆ
จบสวยๆ ที่สามเหลี่ยมปาสคาล
(ทฤษฎีบททองคำ แคลคูลัส ไม่ค่อยสวยละ ผ่าน! LOL)

ตลกร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว
(ข้อมูลแน่นมากมาย)

อ่านแล้วก็ให้หัวเราะ และมีความหวังเล็กๆ ว่า

อย่ายอมแพ้! 
แม้จะมีความน่าจะเป็นเพียง 1/10^10 ที่จะชนะ
หรือเป็นตกเป็นฝ่ายตามแค่ไหน ด้วยฝีมือและความพยายาม
คุณสามารถที่จะเอาชนะผู้ที่เหมือนจะมีโอกาสมากกว่าได้

ภาคนี้สอนให้รู้ว่า "โอกาส ถึงแม้จะมีน้อยนิด แต่มันก็มี" 

ภาค 2 

บทที่ 7  ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งสถิติ ชอบคำอธิบายความแตกต่างระหว่าง
"ความน่าจะเป็น" และ "สถิติ" ว่า
"ความน่าจะเป็น" คือการพยากรณ์บนรากฐานของความเป็นไปได้คงที่
"สถิติ" คือการสรุปผลความเป็นไปได้จากข้อมูลที่สังเกตการณ์แล้ว

ผู้เขียนเป็นคนอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้ "เห็นภาพ" มาก

ไล่ตั้งแต่ต้นกำเนิดของการเก็บรวบรวม "ข้อมูล"
การทำบัญชี สถิติ แบบแผนของข้อมูลที่ค้นพบ
การสุ่ม และความคลาดเคลื่อนในการวัด

ไม่มีการวัดครั้งใดที่ไม่มีความคลาดเคลื่อน ถ้าคุณวัดซ้ำ !

กำเนิดโค้งปกติ แบบแผนที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ (มันถึงถูกเรียกว่า โค้งปกติ)
Central limit theorem การถดถอยเข้าสู่ส่วนกลาง
พร้อมยกตัวอย่างที่มีสีสัน เข้าใจง่าย เช่น ทำไมคนสวยมากๆ ถึงมีลูกสวยน้อยกว่า
หรือคนฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะ ไม่ควรคาดหวังว่าจะมีลูกเป็นอัจฉริยะยิ่งกว่าตัวเอง
ทำไมมนุษย์ถึงมีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ขีดจำกัดบน 2 เมตร ฯลฯ
และกำเนิดค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (ที่ไม่ใช่ของเพียร์สัน) และผลงานการทดสอบไคสแควร์ ของเพียร์สัน 555

บทที่ 8-9 จะพาออกนอกเขตแดนคณิตศาสตร์มาเป็นการประยุกต์ใช้ในศาสตร์ต่างๆ ทั้งจิตวิทยา สังคมศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา ฯลฯ ... แบบแผนชุลมุนหรือ Chaos Theory ส่งผลกระทบกับพวกเราอย่างไรและ  butterfly effect คือ?

บทที่ 9 มายาในรูปแบบ ว่าด้วย "illusion" (ชอบคำนี้มากกว่าคำไทย) ... คนเราหลอกตัวเองอย่างเป็นระะบบเสมอ lol โดยหาหลักฐานต่างๆ มาสนับสนุนข้อสรุปของตัวเอง การทดสอบนัยสำคัญทางสถิติเกี่ยวข้องและช่วยลดอคติของมนุษย์ ณ จุดนี้ อย่างไร?

บทที่ 10 เป็นบทจบ "วิถีขี้เมา" ซึ่งกระทบกระเทียบคนเราเล็กๆ ว่า...ทำไมคนเรามักจะมารู้สึก "อ๋อ" เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว... ทำไมเราทำนายอดีตได้ดีกว่าอนาคต และมันควรแล้วหรือที่เราจะเอาความสำเร็จในอดีตมาตัดสินอนาคต? ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จถึงประสบความสำเร็จ? ทำไมหลายๆ เหตุการณ์ช่างประจวบเหมาะนัก?

น่าสนุกใช่ม้าาา ยืมอ่านได้นะคะ ^_^









คัดลอกจาก Note ใน facebook มารวบรวมไว้ตรงนี้
---------------------------------------------------------------

ปฏิบัติธรรมแล้วทำไมยังทุกข์ ??

November 30, 2012 at 7:40pm

ต้องรีบเขียนไว้แต่เนิ่นๆ 555 ปกติจะผัดผ่อนจนลืมไป
เอาไว้อ่านเองกะน้องเล็กขำๆ ดีกว่า--ให้กล้าด้วยยยย

---ปี 2006 เข้าปฏิบัติยาวๆ กับแม่ครั้งแรก มีผู้ชายคนนึง ไปถามพระอาจารย์ว่า ทำไงจะหายทุกข์? 
พระอาจารย์ตอบอย่างตรงที่สุดว่า "กำหนดรู้...หน้าที่ของคนต่อทุกข์คือกำหนดรู้" ไม่มีอย่างอื่น
ผู้ชายคนนั้น ท่าทางจะมาด้วยอาการอกหัก (สาเหตุประมาณ 80% ที่ทำให้คนเข้าวัด 555)
ทำหน้าไม่เข้าใจ --อย่างยิ่ง-- พี่เองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ จำได้แค่จากตัวหนังสือที่อ่านๆ มาเท่านั้น

--พี่เข้าวัดมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่พ่อเป็นมหาเก่า ตามแม่ไปนั่งสมาธิบ้าง แต่ก็ไม่ได้อิน
และไม่ชอบนั่งสมาธิด้วย เพราะกลัวในสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เพื่ออะไร?
เรื่องความรู้ทางปริยัติ จัดได้ว่าเป็นที่โปรดปรานของพระอาจารย์ทั้งหลายมาก มิต้องสงสัย
แต่...ด้วยความเป็นคนที่มีสันดานขี้สงสัย และไม่เชื่อในอะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ก่อน
อ่านหนังสือคู่มือมนุษย์ (ของท่านพุทธทาส) ทีไร รู้สึกเกลียดตัวเองทุกที เพราะทำไมชั้นเลวงี้วะ 5555
โคตรรักสนุกเลยอ่ะ ตรงข้ามกับบางคนพอสมควร แต่ก็ทำบุญบ้าง อย่าถามเรื่องปฏิบัติบูชา
เข้าปีหนึ่ง เดินไปชมรมพุทธ เฮ้ย...ไม่ใช่ละ หนูขอลาค่ะพี่
พี่เป็นคนดีเกินไปสำหรับหนู หนูอยู่ในที่แห่งนี้ไม่ได้
บ้าบอขนาดชั้นเนี่ยนะ สุดท้ายก็มุ่งมั่นกะการทำงานพิเศษ

รู้จักยุวพุทธฯ ครั้งแรกตอนลง วิชาธรรมวิทยา (ที่เพื่อนบางคนบอกว่าไม่รู้จัก
ได้ไงฟระ มันเป็นวิชาเลือก 2 จาก 4 วิชาทุกคณะ) รู้สึกว่า อ๊ะ แนวนี้ได้อยู่ แนวที่เค้าเรียกว่าสติปัฎฐาน) 
จริงๆ ก็เป็นแบบเดียวกับที่วัดมหาธาตุที่แม่เคยพาไป และพ่อเค้าสำนักนี้นั่นแหละ เลยคุ้นเคย
ชอบนะ คือ ณ จุดนั้นรู้สึกดี ทำอะไรแล้วกำหนดสติตลอด ถึงมันจะเป็นการ "เพ่ง" ก็เหอะ ไม่รู้อ่ะ
รู้แต่ไม่มีอิทธิปาฏิหารย์ ไม่เห็นนรกสวรรค์ ภพภูมิอื่นเป็นพอ กลัว แต่ก็ไม่ได้จำอะไรจริงๆ

ชีวิตก็ผ่านไปเรื่อยๆ จนเกิดความทุกข์รุมเร้า มันไม่ใช่เพราะความรักเรื่องเดียว มันหลายเรื่องจัด
เลยไปปฏิบัติธรรมที่ตัดสินใจเองครั้งแรก ปี 2003 มั้งนะ ตอนที่อยู่กับเล็กแหละ ไปตอนสงกรานต์
เข้าวันแรกก็อยากกลับละ มันร้อน 555 
แม่ชีบอกให้อดทน 3 วันเอง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ก็แค่ได้ประสบการณ์ใหม่ ก็ดีนะ คิดแค่นั้น
การปฏิบัติธรรมไม่เห็นช่วยอะไรเลย ก็ยังทุกข์อยู่ จริงๆ แล้วไม่รู้วิธีการที่ถูกต้อง แต่ด่วนไปสรุป และตีตราไปเรียบร้อยแล้ว
แค่สงบได้ชั่วคราว แต่ก็อยากไปอีกนะ ...เมื่อไรไม่รู้เหมือนกัน ไม่ใช่ธรรมกายเป็นพอ

จนเกิดความทุกข์รุมเร้าหนักๆ อีก แล้วก็ใช้จิตวิทยาวิเคราะห์ก็แล้ว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ก็เลยคิดว่าคงเป็น "กรรม" แต่ไม่ชอบ ทำไมคนเราต้องยอมรับกรรม เราไม่มีวิธีแก้เหรอ??
งั้นก็ไม่ต้องทำไรแล้ว เกิดมาก็รอรับกรรมอย่างเดียว เป็นชีวิตที่ "ง่อย" ที่สุด ไม่ใช่่อ่ะ!! 

มันเป็นธรรมจัดสรรมั้ง อยู่ๆ ก็เห็นหนังสือ "กรรมและการอยู่เหนือกรรม" ของท่านพุทธทาส (อีกแล้ว) 
วางอยู่ในชั้นหนังสือในห้องที่ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็น พ่ออาจจะลืมเอามาวางไว้
จำได้ว่าพออ่านแล้ว ทำให้สว่างมาก และรู้สึกว่า ยูเรก้า 555 

กรรมเก่าคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และธรรมในส่วนที่เป็นกลไกการเกิด 
วิธีทำให้กรรมใหม่เปลี่ยนไป คือการไปเปลี่ยนวงจรของมันในบางจุด
ย้ำ ว่าแก้ได้แค่บางจุด เท่านั้น เพราะพอเกิดเป็นภพมาแล้วมันไหลเลย แก้ไม่ได้ละ
นั่นเป็นเหตุผลว่าคนเราปฏิบัติธรรมแล้วทำไมยังทุกข์ เพราะส่วนที่มันแก้ไม่ได้ มันมีอยู่
และที่พระอรหันต์อยู่ในโลกแต่ไม่ทุกข์ เพราะ ทำทุกอย่างเป็นกริยา แค่สักว่า...

แนวทางของท่านพุทธทาส คือการทำอาณาปานสติ เพราะมีอยู่ในหลายสูตร รวมทั้ง
มหาสติปัฏฐานสูตรด้วย แต่ทำยากนะ คิดก่อนเลย ทำไงอ่ะ สักว่าอ่ะ คิดเอาเหรอ?? 555
คิดไปคิดมา แนวทางที่เคยปฏิบัติมาบ้าง ก็บอกว่า ทำงี้สิ ลองทำดูเองก่อน
กำหนดมันทุกอย่าง ก็รู้สึกดีนะ เลยตั้งใจว่าอยากไปปฏิบัติธรรมจริงจังแล้ว
แต่ไม่ได้ไปสักทีเพราะพี่ติดงาน  

เลือกที่ทริสนี่ เป็นการเลือกที่ถูก ตรงที่เปิดโอกาสให้พี่ได้ปฏิบัติได้เต็มที่ เลือกที่ไปได้หลายที่
ทั้งวัดปัญญานันทาราม วัดมหาธาตุ เจอกัลยาณมิตรดีๆ หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การมาทำงานที่ทริส ทำให้เจอพี่จอยบงกช น้องปิงวราภรณ์ พี่ตูนอนรรฆิยา ^^
ที่เป็นเรื่องบังเอิญมาก ว่าเราไม่ได้คุยกันก่อนไม่มีเฟสให้รู้ว่าชอบแนวนี้ พอรู้ว่าลาไปปฏิบัติธรรม
เลยได้คุยกัน และเจ้ได้แนะนำสถานที่และพระอาจารย์ให้ ปิงกะพี่ตูนได้ไปพร้อมๆ กันมาสองรอบป่ะ ^^

ไม่รู้จะขอบคุณยังไงหมด แต่มันยอดมากค่ะเจ้ 

ถ้าเลือกงานวิจัยในบริษัทต่างชาติเสียแต่ตอนนั้น อนาคตอาจจะเปลี่ยนไปอีกรูปแบบนึง 
ได้อย่างก็เสียอย่างนะ สัจธรรม

ตั้งแต่นั้นมาพี่ก็ได้ทั้งเวลา และได้พบที่ปฏิบัติที่ดีๆ ตลอดมา 
การแสวงหาคำตอบในวิธีการที่ถูกต้องก็ก้าวหน้าไปตามลำดับ ได้เจอหนังสือดีๆ ได้เจออาจารย์ดีๆ 
ได้เจอเพื่อนร่วมหนทางการปฏิบัติดีๆ ไอ้การทำความเพียรทางจิต มันก็มีวนๆ บ้าง  
เราก็ "คน" "วน" อยู่ในโลกนี้อยู่ ถ้าไม่มีทุกข์ ก็ไม่มีการพ้นทุกข์นะอย่าลืม 555 ก็ต้องมีทุกข์สิ

ณ ตอนนี้ พี่ก็เหมือนคนที่อยู่ใน matrix 555 พยายามถอดรหัสอยู่ให้หลุดออกไปได้ 
แต่แหม...source code มันเยอะจัด และเวลาปฏิบัติจริง ยิ่งกว่าถอดทีละบรรทัด
มันถอดกันทีละอารมณ์ ถ้ากำหนดไม่ถูก มันก็คือไม่คลิ๊ก มันจะรู้สึกได้ว่าไม่คลิ๊กอ่ะ
 แต่ถ้าจะถอดให้ผ่านทั้งชุด มันก็ต้องให้ครบทุกอารมณ์ ผิดไม่ได้สักอัน!!!
ไม่ยาก เพราะเรารู้ภาษาทุกคน เป็นภาษาเบสิก 555 และก็ไม่ง่ายเลยเนอะ
เลือกวนได้ 4 ฐาน กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่บังคับ แต่เกิดไรขึ้นมาต้องกดให้ถูก
และทัน เหมือนเกมตีหัวตัวตุ่นขั้น advance อ่ะ ^_^
อ๊ะ อ๊ะ พยายามจะกดให้ทันจนหมด (ตามประสาคนโลภ อยากผ่านเร็วๆ)
ก็ผิดนะฮ๊า เครียด ปวดหัวกันเลยทีเดียว  
หลายต่อหลายครั้ง ด้วยความที่มันอะไรฟระ ทำเมื่อไรจะเสร็จเนี่ย!!! ก็เบื่อ ขี้เกียจ 
ขอพักก่อน วางข้างแทะ แวะข้างทาง ทักษะการถอดรหัสมันจะเสื่อมไปด้วย
แถมร่างกายมีแต่จะเสื่อมไป 36 ยังขนาดนี้ ถ้าสัก 72 แล้วจะขนาดไหน -_-"

"สนุกดีนะ"  5555 การหาทางสายกลางไปด้วย และความเพียรไปด้วยตลอดเนี่ย มันยากมาก

ณ รอบก่อนหน้านี้ สองปีก่อน รู้สึกว่า แหม...การพ้นทุกข์มันก็แค่ ...
"การเพิกถอน หรือ ทวนกระแสของ Self Concept" ตามประสาของคนที่เรียนจิตมา
แค่คิดก็รู้สึกว่า ...อืม มันก็คงไม่หนักเนอะ แต่ไม่หนุกอ่ะ เพิก self concept แล้วการรับรู้มันก็จะชืดๆ ดิ
เอาไว้ก่อนก็ด่ะ 555 ประมาทอีก ไม่ประมาทธรรมดา เข้าขั้นมืดสำหรับคนปฏิบัตินะ ได้เรื่องเลยทีเดียว
สมรรถภาพในการปฏิบัติ ความว่องไวของตัวสติและสัมปชัญญะ ลดลงอย่างรุนแรง !!!!!!!  

ไอ้กุ๊กเอ๊ยยยย โง่แล้วอวดฉลาด 555 ถ้ามันง่าย ท่านคงไม่เอาสักกายทิฎฐิไว้ที่สังโยชน์ขั้นแรกหรอก

วิจิกิจฉา กับ สีลพตปรามาส ยังเป็นขั้นต่อไป ละเอียด และเนียนกว่าเยอะ จริงๆ 
ที่เขียนนี่ไม่ใช่ว่าเพิกสักกายทิฎฐิได้แล้วนะ ยังไม่ได้ทั้งหมดแหละ แต่รู้สึกว่า 
พี่วิจิกิจฉาเนี่ย แกแรงกว่า แกมาเนียนๆ แบบเราทำถูก แกก็ยังทำให้เรารู้สึกสงสัย ว่าถูกป่าวหว่า แล้วก็ผิดอีก
คุณพระ แล้วพี่สีลพตปรามาส แบบที่เราคิดว่ามันง่ายๆ แค่การแปลตามตัวอักษรว่า "การงมงายในศีลพรต" 
มันจะแรงขนาดไหนนะนี่??? หนูกลัวแล้วค่ะพี่ 

วกมาเรื่องนี้หน่อย ทำไมเอาทุกข์ออกมาด้วย???

--มันเป็นสัญญา (ความจำ) เก่าๆ และ สังขาร (การปรุงแต่งของจิต)
เห็นมะ มันเป็นเรื่องของ "ขันธ์" ทำได้แค่ "กำหนดรู้" เท่านั้น

จริงๆ ทุกคนก็มีสิทธิเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง มันเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ 
ต้องปล่อยวางอย่างเดียว (อันหลังนี้เป็นความคิด ตรึกเอาแล้วนะ 555 ไม่ใช่การกำหนดรู้) 

พระอาจารย์พูดเรื่องประโยชน์ของการฝึกสติขณะเกิดอุบัติเหตุด้วย นึกถึงน้องเล็กเลย 

มีเสริมๆ 

หลวงพ่อปราโมทย์ เขียนไว้เมื่อปี 2542 
ง่ายต่อการทำความเข้าใจดี


อีกอันของ David R Loy ที่สนับสนุนกันดี

เมื่อมาถึงจุดนึงที่การปฏิบัติธรรมเป็นเหมือนการลอกหัวหอมของตัวตนออกทีละนิดๆ 
เพราะจริงๆ แล้วการปฏิบัติธรรมก็คือ "การทวนกลับ" ของการก่อร่างสร้างตัวตนขึ้นมาในโลก 
เพราะตอนเราเกิดมาเรามีขันธ์ติดมาชัด (อันนี้ชัดเจนจากการเห็นหลาน) 
แต่ความเป็นตัวตนจะค่อยๆ เกิดขึ้น ทุกวันๆ 
จนกระทั่งเรากลายเป็นนั่นนี่...กลายเป็นกอล์ฟ กลายเป็นไกด์
แล้วก็จะกลายเป็นกอล์ฟ ต้องมีลักษณะยังไง มีตัวตนแบบไหน?

สุดท้ายเราทนได้จริงๆ เหรอ กับการที่จะไม่เหลือตัวตนบนโลกนี้ 
กลายเป็น Matrix นึงบน Universe

---ถ้าท่านเปลื้องกระบวนการทางจิตใจและทางกายเหล่านั้นออกไป
มันก็เหมือนปอกหัวหอมออกทีละชั้นๆ เมื่อไปถึงชั้นในสุดจะมีอะไรเหลือหรือ?

ไม่มีอะไรเลย ไม่มีเมล็ดหรือสิ่งอื่นใดอยู่ที่แกนเมื่อชั้นในสุดถูกปอกออก
แล้วมีอะไรผิดในเรื่องนั้นหรือ? หามีไม่ 

ปัญหาพื้นฐานคือ เราไม่ชอบการไม่เป็นอะไรสักอย่าง 
แกนที่กลวงของคนเรา ย่อมเป็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัว 
ไม่มีสิ่งใดหมายถึงไม่มีสิ่งใดที่จะหมายได้หรือยึดถือได้---

David R. Loy, 2008 Money Sex War Karma.

คารินะ ควรอ่านนะนี่ นึกถึงร่างหนังสือทฤษฎีการปอกหัวหอมของเธอเลย 




-------------------------------------------
ให้กลับไปเขียนอีก ก็เขียนไม่ได้นะ LOL











ทันทีที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เราก็รู้สึกว่า "คณิตศาสตร์" เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายอย่างเหลือเชื่อ 
(ซึ่งก็อ่านมาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว)
พลังของคนที่หลงรักอะไรจริงๆ แผ่กระจายได้ขนาดนั้นทีเดียว!

คนเขียนหนังสือเล่มนี้ Paul Hoffman บอกว่ายิ่งตัวเองเริ่มติดตาม ขุดคุ้ยโน่นนี่เพื่อที่จะเขียนประวัติของแอร์ดิชมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้รู้สึกชอบแอร์ดิชมากขึ้นเท่านั้น แม้เขาเองในตอนแรกจะยังไม่ค่อยอินนัก พออยู่ไปสักพักก็เริ่มติดโรคจากแอร์ดิช LoL

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือชีวประวัติ ที่ Paul ได้ให้แอร์ดิชอ่านก่อนที่จะตีพิมพ์แล้ว เพราะฉะนั้น รับประกันความถูกต้อง

เนื้อเรื่องไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เข้าใจ เรื่องเกี่ยวกับจำนวนตรรกยะ อตรรกยะ จำนวนเฉพาะ ฯลฯ ถูกย่อยให้อ่านง่ายและสนุกสนาน ชวนคิดสไตล์แอร์ดิช ... 

แอร์ดิชเป็นคนที่เชื่อว่า "คณิตศาสตร์คือความจริงแท้" และเชื่อว่าการคงอยู่ของคน คือ การที่ยังมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจำนวนเฉพาะ เรขาคณิต 

แอร์ดิชเป็นคนที่เกิดในยุคสงคราม "ตลอดเวลาคณิตศาสตร์เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของเขาในโลกที่เขาเห็นว่าโหดร้าย ไร้หัวใจ แม้เขาจะยังคงเชื่อในความดีงามและความบริสุทธิ์ในตัวแต่ละบุคคลก็ตาม"  

สำหรับแอร์ดิช คณิตศาสตร์ดูจะเป็นเหมือนประตูทางสังคมอย่างหนึ่งที่เขาสามารถจ่ายเงินเพื่อหาคนมาทำโจทย์ด้วย ไม่ใช่รับแก้โจทย์เพื่อจะหาเงินนะ ยอมจ่ายเงินเพื่อหาเพื่อนทำโจทย์เลยแหละ เขาเกิดมาและมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้ "ตัวเลข" 

นอกจากความดีงามของแอร์ดิชเองที่ได้ทิ้งผลงานทางคณิตศาสตร์แก่โลกไว้มากกว่านักคณิตศาสตร์คนไหนๆ ยังมีความดีงามของคนเขียนที่สามารถเรียบเรียงชีวิต มุมมองของความเป็นคนแปลกๆ เมื่อเทียบกับคนอื่นในสังคมโดยเฉลี่ย ความคิด การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ความเอื้ออาทรของแอร์ดิชต่อโลก ต่อคนรุ่นหลัง มันทำให้หนังสือชีวประวัติเล่มนี้มีชีวิต และทำให้ผลงานของแอร์ดิชดูมีชีวิตและเข้าถึงได้ด้วย

ถ้าใครอยากรู้ว่า Nerd เป็นยังไง แอร์ดิชนี่แหละ Nerd ตัวพ่อ!