ที่พักน่ารักแนว Fancy ที่หาดทรายรี ชุมพร Staff (น้องเปิ้ล+คุณแม่+เจ้าคิ้วบ์ สต๊าฟสี่ขา) น่ารักมากกก ดูแลแขกที่พักดีสุดๆ ราคาไม่แรง มองเห็นหาดทรายรีและเดินเล่นได้ชิลล์ๆ

จุดแข็งของที่นี่คือติดหาดทรายรีและใกล้ศาลกรมหลวงมากๆ ค่ะ เดินถึง ร้านอาหารหาได้ไม่ยากนัก เราว่าทำเลดีกว่า Novotel นะคะ เพราะอันนั้นอยู่ไกลหาดมากกว่า และมีลูกเล่นเยอะกว่าค่ะ Novotel เค้า business อ่ะเนอะ จุดเด่นคืออาหาร 555+ (เดี๋ยวไปหารูปเก่าๆ มาเพิ่มแล้วกันนะ)

ราคา : ห้องเล็ก 2,000 บาท พักได้ไม่เกิน 3 คน มีหลายรูปแบบค่ะ วันที่ไปพักได้ห้องชื่อ polka dot ธีมการแต่งห้องก็จะชัดเจนตามชื่อเลย 
ห้องขนาดใหญ่ 4,000-4,400 บาท ที่มีห้องเล็กในนั้นอีก 2 ห้อง ห้องน้ำ 1 ห้อง ลักษณะจะเป็นการนำห้องแถวหนึ่งคูหามาจัดเป็นห้องแฟมิลี่ค่ะ  

น้องเปิ้ลบอกว่า ช่วง High season ที่พักเต็มตลอด จองยากนิดนึง แต่ช่วง low season ที่พักจะว่างเสมอค่ะ เหมาะกับครอบครัว หรือเดอะแกงค์ที่โหยหาที่พักบรรยากาศดีๆ ริมทะเล Theme หลักเป็นปราสาททราย และห้องพักแบบต่างๆ แตกต่างกัน ที่น้องเปิ้ลบอกว่า จะอัพเดตมุมเก๋ๆ ไว้รับแขกต่อไปค่ะ  

ตัวอย่างภาพตามมุมที่พอจะถ่ายได้นะคะ 
(คืออายอ่ะ ภาพไม่ค่อยสวย เพราะเป็นภาพคนซะเยอะ ^^" จะไม่ลงก็เกรงใจคน search เข้ามาเจอ) 

นี่ขนาดอาย 555+ 
หน้ากากอัศวิน วิธีใช้ตามที่เห็นในภาพด้านบน ด้านซ้ายคือ pantry แบบ Fancy
ถ้าหมอนเป็นรูปไพ่นะ คิดว่าตัวเองเป็นอลิซเบย

กุญแจห้องเก๋ๆ

กุญแจห้องค่ะ น้องเปิ้ลบอกว่า จะสวยมากถ้าเรียงรายครบถ้วนอยู่บนประตูที่หนักมากกก นั้น

เบื้องหลังความสะดวกสบายที่เราได้รับคือสองคนนี้ ^^


มุมมองจากชายหาดข้างบนเป็นดาดฟ้าเดินเล่นได้ มีมุมถ่ายรูป ^^

มองจากด้านบน สวนตกแต่งเป็นกำแพงปราสาท จัดเป็นมุมรับประทานอาหารค่ะ ^^


Family Room ที่ใช้ตึกแถว 1 คูหามาดัดแปลง

ประตูหนักมากกกก บอกเลย ถ้าจะออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นก่อนเวลาเปิด

น้องเปิ้ลที่ถูกคุณแม่ (ผู้ต้องการให้ลูกสาวกลับบ้าน) สร้างงานไว้ให้ดูแล
เหมือนใครก็ไม่รู้เนอะ ^^

มุม chic ใครๆ ก็ต้องมาแชะที่มุมนี้ ^^
เราพักห้องที่ป้ายสีม่วง ชื่อ Polka Dot ค่ะ


ไม่ได้พักห้องนี้หรอกค่ะ แต่หน้าห้องสีสวยดี เลยขอแชะสักหน่อย

ภายในห้องพัก เตียงนอนดูดวิญญาณมาก
น้องเปิ้ลบอกว่าตอนเลือกนี่ต้องลงไปนอนกลิ้งๆ ก่อนว่าอันไหนนอนสบายสุด
สามภาพบนเป็นภาพภายในห้อง Polka Dot ค่ะ ม่านชัดมาก ^^
โทนสีภายในเป็นขาว-ดำ-ไม้ มีเจ็บๆ สองจุดคือ ประตูทางเข้าและห้องน้ำค่ะ
ล่างสุดเป็นภายในห้อง Family Room ค่ะ


ภายในห้อง Family Room มีห้องนอนย่อย 2 ห้อง ห้องน้ำ 1 ห้อง อยู่ด้านล่างค่ะ

มุมรับประทานอาหารค่ะ เก๋เนอะ สวยมากกกก ชอบๆ 


ซ้ายบนเป็นทางขึ้นดาดฟ้ากับนางแบบของเราค่ะ ขวาบนถ่ายตอนพระอาทิตย์ขึ้น
ด้านล่างคือบริเวณ Front ก่อนเข้าห้องรับประทานอาหารค่ะ


หาดทรายรี...ณ หน้าที่พักเลยค่ะ เป็นหาดที่สวยและสงบ ถึงมีคนบ้างแต่ก็เป็นส่วนตัวดีค่ะ


ขอบคุณน้องเปิ้ลนะคะ ประทับใจในอัธยาศัยสุดๆ อธิบายทุกอย่างเลย ^^
ในภาพกำลังแนะนำร้านอาหารค่ะ น่ารักจริงๆ ใครผ่านไปถึงชุมพร อย่าลืมแวะไปพักนะคะ


มากกว่ารู้จัก คือดักใจ "ดักอย่างไร?"
ใน Psychic marketing 01 บอกไว้ว่า คนที่ดูเหมือนจะมีความสามารถในการเดาเก่งเป็นพิเศษ จริงๆ เป็นเพราะเขามีคลังข้อมูลเกี่ยวกับมนุษย์มากมายอยู่ในหัว หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในคลังที่ว่านั่น ^^

Kent Wertime หนึ่งเซียนในวงการโฆษณาและการสื่อสารที่หน้าที่ล่าสุด ณ ตอนที่เขียนเป็น CEO OgilvyInteractive Asia จัดเป็นคนที่มีคลังข้อมูลเกี่ยวกับมนุษย์มากมายคนหนึ่ง และเขาบอกว่าแก่นของหนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้น เรื่อง "การติดต่อกับจิตใต้สำนึกของผู้บริโภค" !!!

สร้างแบรนด์ด้วยศรัทธา (ฺBuilding Brands & Believers : How to connect with consumers using archetypes) อ่านกันวางไม่ลง แนวนิยายแฟนตาซีเหมือนไม่มีอะไร แต่คิดตามๆไป อืม...จริงแฮะ 555+

ฉบับที่มีอยู่เป็นของสำนักพิมพ์ ผู้จัดการ ณ พ.ศ. 2546

ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ : ในขณะที่หนังสือเล่มอื่น เล่นกันถึงเรื่องวิธีการสื่อสาร แต่เล่มนี้เล่นกันที่ระดับจิตใต้สำนึก เพราะคำโปรยบอกว่า การทำความเข้าใจการทำงานของจิตใต้สำนึกจะทำให้คุณสามารถจูงใจผู้บริโภคได้ดีขึ้น

อ่านเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์มาหลายเล่ม เล่มนี้โดนที่สุด!
จริงๆ แล้วมันใกล้เคียงกับสัญญศาสตร์ (Semiotics)
(อ่านเพิ่มเติม สัญญศาสตร์ สัญลักษณวิทยา)

ตอนซื้อหนังสือเล่มนั้น ซื้อเพราะความสงสัยว่าทำไมโฆษณาเหล้าถึงได้มีพลังนัก แล้วทำไมโฆษณานมถึงดูอ่อนปวกเปียก (จริงๆ พอพูดถึง คำว่า "เหล้า" กับ "นม" มันก็ให้ความรู้สึกเป็นเบบี๋ของอย่างหลังแล้วเนอะ นั่นแหละ นมถึงไม่เคยชนะเหล้าไง! ถึงไวตามิลค์จะพยายามเท่ขนาดไหนก็มีพลังได้ไม่เท่ากับเหล้า และตระกูลแอลกอฮอล์ ที่เห็นแค่สี ก็น้ำลายไหลแล้ว)




รูปเล่ม 

หนังสือเล่มนี้มี 264 หน้ารวมปก กระดาษถนอมสายตา (เอ๊ะ หรือเพราะเก่าแล้ว 555+)
แบ่งเป็น 4 ภาคและหนึ่งบทนำ


เนื้อหาในเล่ม

บทนำ โลกของสายสัมพันธ์
"งานของผมคือขายทุกอย่าง...สิ่งที่จู่โจมผมมากที่สุดไม่ใช่ความแตกต่างของสินค้าแต่เป็นความแน่นอนของกระบวนการขายที่ประสบความสำเร็จ...จุดที่สำคัญกว่า (เทคนิคการขาย) คือการลงลึกไปถึงระดับที่ว่าทำอย่างไรกระบวนการโน้มน้าวจูงใจคนจะได้ผล สิ่งที่ทำให้นาฬิกา รถยนต์ รองเท้า สามารถสร้างสายสัมพันธ์ถึงคนได้"

จนด้วยประโยคที่จะเขียน คือขายเก่งมาก ให้ตายยยย น่าอ่านตั้งแต่บทนำ

ภาค 1 ตลาดภาพลักษณ์ หลังจากที่ร่ายมนต์ใส่เราไปในบทนำว่าในโลกของสายสัมพันธ์มันมีความเชื่อมโยงระหว่างคน สังคม กับตำนานที่เมื่อสังเกตจะเห็นว่ามันมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันอยู่ "ทั่วโลก" ภาคนี้ว่าด้วย "เศรษฐกิจภาพลักษณ์" นิยามของ Image Economy ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เม็ดเงินคร่าวๆ และ Celebrity endorsement ความบ้าดาราของพวกเราสร้างเม็ดเงินมหาศาลได้อย่างไร "เครื่องจักรแห่งการเติบโต" เล่าถึงสิ่งที่เป็นแนวโน้ม ตัวกำหนดความเติบโตของ Image Economy "ปะทะกำแพงภาพลักษณ์" ความท้าทายของกระแสเชี่ยวกรากของเศรษฐกิจภาพลักษณ์ที่มีกระแสหลัก ก็ต้องมีแนวต้าน  "กระบวนการจูงใจ" ที่จะทำให้แบรนด์ของคุณยืนอยู่ได้อย่างสง่างามในกระแสเศรษฐกิจภาพลักษณ์ แอบจิกกัดการวิจัยทางการตลาดเล็กๆ น้อยๆ ว่าเอาแต่ทำความเข้าใจ
"ไม่ได้มีการสร้างรูปแบบการติดต่อใหม่ๆ กับกลไกทางจิตใจภายในของผู้บริโภค"  

ภาค 2 เชื่อมโยงเทพนิยาย ใครไม่เคยฟังนิทาน นิทานปรัมปรา เทพนิยาย หรือตำนานบ้างยกมือขึ้น สมัยนี้คงมีเยอะ แต่สมัยก่อนนี้ต้องได้ฟังกันแหละ ภาคนี้ค่อยๆ บอกเราว่า "รหัสต้นฉบับ -The Source code" คืออะไร เราถูกผูกโยงเข้ากับรหัสต้นฉบับได้อย่างไร ภาษาดั้งเดิมใช้คำว่า เราถูกขัดเกลาด้วยกระบวนการทางสังคมอย่างไร (socialization) ณ จุดนี้ Mr.Wertime อ้างอิงถึงการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเล่าพื้นบ้านและนิทานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญลักษณ์ต่างๆ ในเทพนิยาย ว่าเป็น "ผลิตผลโดยธรรมชาติของจิตใจ" ที่ปรากฎออกมาจากจิตไร้สำนึก
ซึ่งถ้าเราจะสังเกต...เราจะไม่เคยพบต้นตอของที่มา บางทีก็พบว่าเรื่องนั้นก็คล้ายกับเรื่องนี้ บางทีก็ตัดสินไปเองว่าแหล่งที่ดูด้อยอารยธรรมกว่าต้องเป็นฝ่ายลอกแน่ๆ ทั้งที่แต่ก่อนการลอกข้ามประเทศ ข้ามวัฒนธรรม ไม่ได้เกิดกันได้ง่ายนัก
จากนั้นก็ชี้แนะถึง "การสร้างเทพนิยายสมัยใหม่" หรือการสร้างวาทกรรมเพื่อกล่อมเกลาคนในสังคมที่เป็นเป้าหมาย ต้องทำอย่างไร ต้องใช้อะไร

ภาค 3 โฉมหน้าลี้ลับ (Mythic Profile) ภาคนี้เป็น Highlight ของเล่มเลย แหม...ไม่อยากจะบอก 555+ อยากให้ไปหาอ่านกันเอง ... ผู้เขียน (Mr.Wertime) บอกว่า รหัสต้นฉบับ (Archetype) ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์โลกมีอยู่ 12 ตัวแบบด้วยกัน ได้แก่ ...


1.   สุดยอดแข็งแกร่ง (The Ultimate Strength) : ความเป็นนักสู้ที่มีอยู่ในตัวคนเราทุกคน ความต้องการที่จะท้าทาย พิสูจน์ และอดทน

2.   นางพราย (Siren) : ตัวแทนของเซ็กซ์ การทำลายล้าง ความต้องการดึงดูด และถูกดึงดูดจากผู้อื่น

3.   วีรบุรุษ (Hero) : ตัวแทนของผู้ชนะ ความมุ่งมั่น ความสำเร็จ

4.   ผู้ร้าย (The Anti-Hero) : ตัวแทนแห่งด้านมืดในตัวเรา การทำลายล้าง แรงดึงดูดของความชั่วร้าย

5.   ผู้สร้าง (The Creator) : ตัวแทนของแรงบันดาลใจที่ดูจะติดมากับอำนาจล่องหน ที่จะก่อให้เกิดการสร้างอะไร "ใหม่ๆ"

6.   เจ้าแห่งการเปลี่ยนแปลง (The Change Master) : ตัวแทนของพระเจ้าในตัวเอง หรือความสามารถในการควบคุมชะตาชีวิต มันเชื่อมโยงแนบแน่นกับ "สุดยอดเคล็ดวิชาของกูรู"

7.   ตัวแทนอำนาจ (The Powerbroker) : ตัวแทนของความเป็นนายในตัวเราทุกคน สื่อถึงแรงขับไปสู่ความมีอำนาจและอิทธิพล

8.   อาจารย์ปราชญ์ (The Wise Old Man) : ตัวแทนสากลของผู้มีประสบการณ์ การฟูมฟักและดูแลผู้อื่น ผ่านการให้คำแนะนำ ในฐานะที่ปรึกษา

9.   ผู้ภักดี (The Loyalist) : ตัวแทนของเพื่อนและผู้รู้ใจ ความไว้วางใจ มั่นใจได้แม้ในยามยาก ความต้องการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น

10. พระแม่โพสพ (The Mother of Goodness) : ตัวแทนของความบริสุทธิ์ การเลี้ยงดู ความอบอุ่นของมารดา ความต้องการรักษาความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้

11. เจ้าเล่ห์น้อย (The Little Trickster) : ตัวแทนของอารมณ์ขัน การออกนอกกรอบ (non-conformist) และความน่าประหลาดใจ

12. ปริศนา (The Enigma) : ตัวแทนของความลี้ลับ ความไม่แน่นอน ความสงสัย แหม...นึกถึงหนังเรื่อง Imitation Game แต่เครื่อง Enigma นี่มันสุดยอดจริงๆ นะ


อ่านย่อๆ อย่างนี้ บางทีเราก็สับสนว่าตัวแบบอะไรคืออะไร เพราะบางอันมันซ้อนทับกันอยู่ แต่ถ้าหาหนังสือมาอ่านจะร้อง อ๋อ...ทันที

"ภาพลี้ลับในการเชื่อมผนึกในวัฒนธรรมท้องถิ่น" บอกเราว่า โฉมหน้าต่างๆ เป็นตัวเชื่อมระหว่างวัฒนธรรม อีกนัยหนึ่งก็คือ การใช้ตัวแบบข้างต้นทำให้ลดข้อแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมลงไปได้ ประหยัดงบประมาณและเวลาของแบรนด์ข้ามชาติ (บางส่วน)

ภาค 4 ใช้ประโยชน์จากต้นแบบ "จัดการสิ่งที่สัมผัสไม่ได้" Kert ได้ให้เครื่องมือที่จะทำความเข้าใจคนและสำนึกร่วมของคนไว้แล้ว ในบทนี้เป็นการย้ำว่า "ต้นแบบคือแหล่งอำนาจที่มองไม่เห็น" ดังนั้นบริษัทต้องมีการบริหารจัดการเพื่อสร้างและรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ "ปรับปรุงการเชื่อมโยงต่อผู้บริโภค" โดยให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้า การมีเครื่องมือในการช่วยทำความเข้าใจลูกค้าอย่างต้นแบบต่างๆ หรือความรู้เกี่ยวกับการจำแนกคนในแบบต่างๆ การปรับปรุงความเชื่อมโยงของสารโดยใช้ตัวแบบเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ของกลุ่มเป้าหมาย Mr.Wertime บอกวิธีการไว้ค่อนข้างละเอียดพอที่จะเอาไปปรับใช้ได้เลยทีเดียว

ส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวแบบทั้ง 12 มี Position ในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า วัตถุ 1 อย่าง อาจถูกรับรู้ได้หลายแง่มุม ในเรื่องคนอาจจะเบลอๆ กันได้ แต่เรื่องการสื่อสารการตลาด คุณไม่ควรพลาด!


มาถึงตอนนี้ เริ่มไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เป็นเพราะค้นหา เราจึงเห็น จึงสร้างหลักฐานมาสนับสนุนความเห็นนั้น หรือเป็นเพราะมันเป็นของมันจริงๆ อยู่แล้วกันแน่ ?

มีหนังสืออีกเล่มที่เกี่ยวข้องกัน entry ถัดๆ ไปจะมาคุยให้ฟังคร่าาาา





Cybernetics เป็นศาสตร์ที่เราเคยตั้งใจว่าจะเรียนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างทำให้ไม่ได้เรียน ...

จนทุกวันนี้ เราก็ยังสนใจในศาสตร์นี้อยู่



Cybernetics คืออะไร มันคือศาสตร์แห่งการศึกษาการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน/สัตว์ และเครื่องจักร (the science of communication and control theory that is concerned especially with the comparative study of automatic control systems (as the nervous system and brain and mechanical-electrical communication systems))
หาอ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ cybernetics definition 
แนวคิดพื้นฐาน คือ การจัดการหรือควบคุม [เครื่องมือ] เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ โห...กว้างมาก แต่กระบวนการย่อยมันคือ การทดลอง ฝึก ฝึก ฝึก และต้องอาศัยผลป้อนกลับสม่ำเสมอ ทีนี้เราก็ต้องเฝ้าสังเกตผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเหล่านั้น การสื่อสารระหว่างคน/สัตว์ กับเครื่องมือเหล่านั้น ข้อมูลที่ไหลเวียนระหว่างคนกับเครื่องจักร เกิดปฏิกริยาอะไรบ้างในสมอง ร่างกาย เครื่องจักร สังคม สิ่งแวดล้อม ? (พวกบ้าหุ่นยนต์ บ้า gadget จะเข้าใจดีนะ ทั้งอะตอม โดราเอมอน Sentai Robocop แม็กไกเวอร์ ฯลฯ พวกนี้คือ Socialize รูปแบบหนึ่ง)


รูปข้างบน สีดำๆ เนี่ย แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง AI กับ cybernatics ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน จริงๆ แล้ว AI เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนทัศน์ด้าน Cybernatics เท่านั้น

เกือบ 20 ปีก่อนแค่สนใจเรื่องเกี่ยวกับ gadget และเครื่องมือต่างๆ กับจิตวิทยาแยกออกจากกัน แต่พอได้เรียนมากขึ้น บวกกับการสังเกตคนรอบข้าง และเทคโนโลยีกระแสใหญ่มากที่เข้ามาในตอนนั้น (เด็กครุฯ ก็งี้ เรียนมันทุกเรื่อง เพื่อนให้ช่วยแปลมันทุก field) เริ่มสนใจผลกระทบของเว็บ และเว็บแชท (สมัย Pirch/ICQ) โอ้วววว ก่อน MSN/ Hi5/ Facebook/ Twitter/Google+ ซะอีก เมื่อยี่สิบปีที่แล้วตอนที่เล่นเน็ตกันใหม่ๆ ต่อกันยากมาก แล้วช่วงจังหวะตรงนั้นอ่ะ มันมีอารมณ์เกิดขึ้นเยอะ เคยป่ะ แบบต่อไม่ติดแล้วเหวี่ยงอ่ะ คือ เหวี่ยงจริงๆ นะ!



เวลาเห็นเพื่อนไปหอกลางหรือเข้าร้านเพื่อแชท เราก็สงสัยเสมอว่า ทำไมแค่การคุยกันผ่านตัวหนังสือทางเน็ต จริงป่าวก็ไม่รู้ ทำให้คน "ติด" ได้ขนาดนั้นเลย อาการเมื่อไม่สามารถแชทได้ มีอาการไม่ต่างกับคนติดอะไรมากๆ ตัวเราเองก็เหอะ อย่าให้ได้ลองอะไร พอเล่นแล้วยาว ไม่หลับไม่นอนเท่านั้น! ในทุกๆ อย่าง คือ ณ จุดที่ตัวเองเข้าไปติด .... เราจะไม่รู้สึกตัวหรอก ไม่ว่าจะเกม หรือแชท หรือเว็บบอร์ด หรือแม้แต่การท่องเน็ตธรรมดา... บางครั้งหลุดโลกไปเลย

Facebook เริ่ม Feb 4, 2004 ตอนนั้นก็ยัง chat/MSN หลังๆ เป็น Hi5 กันไป เราก็ว่ามันมีอิทธิพลกับสังคม วัฒนธรรมเราเยอะนะ แต่ยังไม่เป็นกระแสในสื่อ Above the line ยังเป็น Below the line อยู่

ณ ตอนนี้ผ่านมา 11 ปีแล้ว เรายังรู้สึกทึ่งเหมือนกันว่า มันมีอิทธิพลกับโลกขนาดนี้เลยเรอะ! มันกลายเป็นแขนขา มันกลายเป็น "เครื่องขยายอายตนะ" ที่เราแทบจะขาดมันไม่ได้ เหมือนกับขาดแล้วทัศนวิสัยจะลดลง ไม่รู้ ไม่เห็นอะไร จะพูดจะคุยก็ต้องใช้ ทำงานก็ต้องใช้ ขายของก็ต้องใช้ ร้องเรียนก็ต้องใช้ จีบกันก็ต้องใช้ เฮ้ย!!!

[เราถาม : คนเราสมัยนี้ ใช้ชีวิตอยู่บนโลกสองใบ คือโลกจริง ที่เราใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 6 รับรู้มันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กับโลกเสมือน ที่เราใช้ประสาทสัมผัสแค่ 2 จาก 6 อย่าง แต่ทำไมสามารถทำให้เรารู้สึก ดีใจ เสียใจ โกรธ ฯลฯ ได้มากเท่าๆ หรือบางทีจะพอๆ กับโลกจริง? 

เราไปหาคำตอบมา : คนเราคิดว่าเราได้สัมผัสรับรู้โลกที่เป็นจริง แต่โลกตามที่เราเข้าใจเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากการหลอกลวงของภาษา เราสับสนและเจ็บปวดเพราะเรา "ยึดติด" กับการปรุงแต่งทางความคิดราวกับว่ามันเป็นโลกเสียเอง!]

ถ้ามันจะไม่มีอิทธิพลกับเรามากขนาดนี้ เราคงไม่รู้สึกอะไร เพราะเวลาไปปฏิบัติธรรมก็เฉยๆ กับการไม่มีเครื่องมือสื่อสาร ... แม้กระทั่งในชีวิตประจำวันก็เหอะ (อันนี้ก็สุดโต่งไปนะ)

เดี๋ยวมาคุยกันต่อ ว่าความเชื่อมโยงมันเป็นยังไง ทำไมขอบเขตของโลกจริงและโลกเสมือนถึงไม่มีอีกต่อไปแล้ว   


And...I think to myself whether I am a girl or machine?




วันก่อนใน Pantip มีคนมาตั้งกระทู้ถามว่า "อะไรคือหัวใจของการขาย"

สรุปสั้นๆ มันคือ "การเสนอสิ่งที่ใช่ให้แก่ลูกค้า และการปิดการขาย"





Idea การตอบกระทู้นี้มาจากบทความ "Psychic Marketing" คำที่นักการตลาดไม่ยอมใช้กัน เพราะเกรงว่าจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ประเดี๋ยวจะดูไร้เหตุผลและไร้น้ำหนัก จริงๆ แล้ว Marketing หรืออะไรต่างๆ นานา ที่ต้องทำงานกับผู้คนก็ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของ Art & Science ใกล้ๆ กันทั้งนั้นแหละ

เอาล่ะ มันเกี่ยวกับ Psychic ยังไง มาดูกัน ^^






1. การเสนอสิ่งที่ใช่ให้แก่ลูกค้า
(ย้อนกลับไปอ่านว่า "สิ่งที่ใช่" คืออะไร?)

ทำไงจะรู้ว่า สิ่งที่ใช่ของลูกค้าคืออะไร มันต้องอ่านใจ-เดาใจ กันหน่อย
เซียนเขาบอกว่า เราต้องอ่านให้ออกว่า ว่าที่ลูกค้าเป็นคนอย่างไร? คุยกับตัวเองอย่างไร? มีมุมมองต่อตัวเอง ต่อโลก อย่างไร? มีวิธีการจัดการกับโลกอย่างไร? (ภาษาไทยจีนว่า รู้เขา นั่นแหละ!)

อ่านยังไงอ่ะ? ดูสมองเรอะ? อย่าบ้าน่า...
ถึงตอนนี้เครื่องไม้เครื่องมือจะดีขนาดที่มีการ "ดูสมอง" ได้ก็ตามที แต่เราคงไม่สามารถติดเครื่องไม้เครื่องมือได้หมดทุกครั้ง ทุกคน ... ดังนั้นเราต้องดูผ่านการกระทำและคำพูดแทน อ๊ะๆๆ เขาให้ระวังว่า บางอย่างมันเป็นแค่เปลือก...เราต้องมองให้ลึกกว่านั้น!!! ต้องหาให้ได้ว่า "อันไหนจริง" "อันไหนหลอก" และ"อันไหนแม้แต่เจ้าตัวยังไม่รู้เลยว่าจริง" 555+



(เดี๋ยวไปคุยกันเรื่อง "วิธีหา" ในบทความหน้า)

สิ่งที่ว่าที่ลูกค้าคุยกับตัวเองมีอยู่ 2 อย่าง คือ Fact & Feel หาให้ได้ว่า Fact อะไรที่ทำให้เกิด Feeling ได้เยอะๆ ให้เจาะไปที่ตรงนั้น และในเรื่องของ "ความรู้สึก" นี้ เซียนเขาบอกว่า ไม่ว่าจะเป็น B2C หรือ B2B ก็เลี่ยงไม่ได้หรอกที่จะมีเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเวลาตัดสินใจซื้อ

แล้วไงต่อ??

อ่านใจแล้ว...อย่าอ่านเฉยๆ ต้องพยายามหาให้ได้ว่าอะไรคือ "สิ่งที่ใช่" ด้วย เริ่มจากการเดาก่อน...
คนเรามีความสามารถในการเดากันทุกคนแหละ แต่คนบางคนจะมีความสามารถในการเดาเป็นเลิศ "มันไม่ใช่พรสวรรค์นะ" ของอย่างนี้ ฝึกได้จริงๆ

"การเดา" มันก็คือการมองหาช่องว่าง แล้วก็หาจิ๊กซอว์อีกตัวมาใส่แหละ (จะนึกถึง tetris ก็ได้นะ) ที่คนบางคนดูเหมือนจะเดาได้เก่งเพราะมีทักษะในการมองหาช่องว่าง รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ได้ทั้งหมดกี่แบบ ดักทางได้ และมีคลังเก็บตัวจิ๊กซอว์เยอะมากๆ อยู่ในหัว

เพราะฉะนั้น คุณต้องพร้อม! แปลว่า ต้องรู้จักแง่มุมของสินค้าและบริการของคุณอย่างดีที่สุด มันช่วยอะไรคนได้บ้าง? (the pain you can solve or the delight you can deliver) อย่าเพิ่งคิดแต่ว่า จะทำเงินได้เท่าไร?

หาช่องว่างนั้นให้เจอ - หาเหลี่ยมมุมที่จะนำเสนอสินค้า/บริการของคุณให้ได้ - และ วางมันลงไปซะ!
ตรงนี้แหละที่เป็นศิลปะ วางยังไงให้ได้จังหวะ เหมาะสม สวยงาม ไม่ยัดเยียด

2. ปิดการขาย
...อันนี้ยากยิ่งกว่า เพราะมันต้องอาศัย "จังหวะ" ที่ดีเลิศ...มันต้องอาศัยการฝึกฝนแบบ Hard core
และผลป้อนกลับที่ดีที่สุด คือการลงสนามจริง...

การ "ดักใจ" เพื่อ "วาง" สินค้า/บริการของคุณลงไปในใจลูกค้าให้ได้พอดีที่สุด อาจไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว .... หน้าที่ของคุณคือ ทำให้ว่าที่ลูกค้า "เชื่อ" ว่า สินค้า/บริการของคุณและคุณเท่านั้นคือสิ่งที่ใช่ที่สุด ทำไมต้องเลือกของคุณในเมื่อมีตัวเลือกอื่นอีกตั้งมากมาย?

(วิธีการตรงนี้มีสองแบบ แบบมาร : หาช่องว่างคนอื่นแล้วโจมตีคนอื่นจนเขาต้องเลือกคุณ กับแบบเทพ : หาข้อดีของตัวเองที่เลิศเลอเสียจนหาสิ่งใดทดแทนไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้ ... แบบ...มาเล่นกันเถอะ มาเล่นกันเถอะ ... corporate หลายแห่งไม่รู้เนอะว่ามันมีกฎแห่งกรรมซ่อนอยู่! ชอบใช้วิชามารกันนัก ลูกค้าไม่ได้โง่นะ!!!)

เมื่อว่าที่ลูกค้าเชื่อแล้ว อย่าลืมบอกรายเอียดการทำสัญญาและการจ่ายเงินด้วยล่ะ ไม่งั้นถือว่าเคสยังไม่ปิดนะ ... ก็อย่าใช้วิชามารแบบ...ทำให้เคลิ้มแล้วจับมือเซ็น หรือว่า เร่งๆ รีบๆ เพื่อลดทอนประสิทธิภาพในการตัดสินใจนะ เราว่าไม่แฟร์




ผู้ที่สนใจอ่านต้นฉบับ เชิญตามลิงค์ไปเลยค่ะ
Psychic Marketing
Psychic Marketing: How Great Marketers Read Minds And Close Deals
by Jonathan Fields JUNE 27, 2011 

คนเก่งที่อยากเก่งขึ้นไปอีก
คนธรรมดาที่อยากเก่งกับเขาบ้าง
คนเก่งอยู่แล้วที่ต้องการรักษาความเก่งไว้จนอายุ 90
คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ หัวหน้า ผู้บริหาร ฯลฯ
ใครก็ตามที่ต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง ต้องอ่าน!


หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี 2008 ภาษาไทยในปี 2014 ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น : ผู้เขียน Geoff Colvin

ผู้เขียนเริ่มด้วยการงัดหลักฐานต่างๆ มาบอกว่า สิ่งที่พวกเราพยายามเชื่อกันมาตลอด ว่าอัจฉริยะบุคคล คือสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด พระเจ้าประทานมา ฯลฯ เขาระบุว่า ไม่จริง!

งานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นที่พยายามศึกษาเรื่องราวของพรสวรรค์ และอัจฉริยะ แสดงให้เห็นว่า ความเป็นอัจฉริยะไม่ใช่สิ่งที่ได้รับพรมาจากสวรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด มันเป็นสิ่งที่ใช้เพื่อหาเหตุผลปลอบใจตัวเองที่ตัวเราทำได้ไม่ดีเท่าเขามากกว่า

ก็คล้ายๆ กับหนังสือเกี่ยวกับสมองหลายเล่มอ่ะนะ ที่ว่าสมองสร้างได้...แต่สิ่งที่โดดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ การยกหลักฐานเชิงประจักษ์  ด้วยข้อสรุปจากงานวิจัยต่างๆ มาแสดงให้เห็น มากกว่าจะบอกลอยๆ มันทำให้ดูหนักแน่น น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น  

เนื้อหาในเล่ม

บทที่ 1-2-3 จะชี้ให้เห็นว่า ต้นตอแท้จริงของความสำเร็จคืออะไร
เราเคยเข้าใจว่าอย่างไร สิ่งที่เราเข้าใจมีส่วนไหนที่เป็นจุดบอดบ้าง
สามบทนี้กระแทกเราให้กระอักกับข้อเท็จจริงที่ว่า อัจฉริยะที่เรารู้จักทั้งหลาย
ไม่ได้เป็นอัจฉริยะอย่างที่เราคิด อะไรซ่อนอยู่ในนั้น

บทที่ 4-5 ชี้ให้เห็นถึงมุมมองอีกมุม ผลงานวิจัย การทดลองของผู้ที่่ต้องการเอาชนะ
ข้อจำกัดทางพันธุกรรมที่เราเรียกว่า ระดับสติปัญญาและความสามารถในการจดจำ
และอธิบายว่า คนที่เป็นอัจฉริยะ เป็นคนธรรมดาที่ทุ่มเทให้กับการฝึกอย่างบ้าคลั่งต่างหาก
บ้าคลั่งอย่างไร?
ด้วยจำนวนชั่วโมงการฝึกที่เหนือกว่าคนอื่นๆ มาก ด้วยประเด็นที่เฉพาะเจาะจง
และมีการให้ผลป้อนกลับ (ชี้แนะ) อย่างชัดเจน ไม่ต่ำกว่า 10 ปี
(10 years rule - เฮอร์เบิร์ต ไซมอน & วิลเลียม เชส)
กว่าจะสร้างผลงานได้อย่างที่เราเห็น
สำหรับสาขาวิทยาศาสตร์หลังๆ ยิ่งต้องใช้เวลามากกว่านั้น

บทที่ 6 ตอบคำถามว่า แล้วเราจะประสบความสำเร็จอย่างเขาได้มั้ย?
คำตอบคือ ได้! แต่ต้องผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนัก
ฝึก ฝึก และฝึก ซึ่งเรียกว่า การฝึกอย่างจดจ่อ (deliberately practice)
ที่คุณต้องเลือกแล้วว่าเส้นทางไหนที่คุณจะเดิน คนแบบไหนที่คุณจะเป็น
ทักษะแบบไหนที่คุณต้องทำเพิ่มเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น

บทที่ 7-8-9 เป็นแนวทางในการนำการฝึกอย่างจดจ่อมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กับองค์กร
และในหลายๆ อุตสาหกรรม สภาพแวดล้อมแบบไหนที่จะทำให้เกิดอัจฉริยะได้!

บทที่ 10 บอกว่าเราจะต้านทานความเสื่อมของสังขารและข้อจำกัดของร่างกายได้อย่างไร?
ทำไมจึงมีนักดนตรีที่สามารถคงความเก่งกาจได้จนถึงอายุ 80-90 ปี จริงๆ แล้วนิยามความเก่งของคนในแต่ละสาขาวิชาชีพคืออะไร

บทที่ 11 เป็นบทที่ตัดจบ! มากก เพราะคำถามที่ว่า อะไรเป็นแรงจูงใจในการทำให้คนเราทุ่มเทให้กับการฝึกอย่างบ้าคลั่งขนาดนั้น! สุดท้ายก็จบที่ "ความเชื่อ" (คือบทนี้เราว่าแป๊กไปนิดส์)

ว่าแล้วก็นึกถึงข้อเขียนของนิ้วกลมบทหนึ่งที่ชอบมากๆ

ภาพวาดที่เฝ้ารอ by นิ้วกลม

ที่รัก ฉันอยากช่วยวาดภาพภาพนั้น แต่ฉันทำไม่ได้
ฉันไม่มีสี ไม่มีพู่กัน ไม่มีความสามารถ 
หากฉันมีสิ่งเหล่านั้น ฉันจะยกมันทั้งหมดให้เธอ 
แต่เปล่าเลย เรื่องแบบนี้ไม่มีใครมอบให้กันได้ 
เราอาจร่วมเดินทางไปตามหาสีที่ดีที่สุด 
หากระดาษเนื้อดีที่ซึมซับสีอย่างที่เธอชอบ 
ตามหาพู่กันขนกระรอกที่จิตรกรชื่อดังใช้ปาดทา 
ฉันร่วมเดินทางออกตามหากับเธอได้เสมอ 
แต่ภาพที่เธอต้องการวาดนั้น ฉันไม่สามารถวาดให้ได้ 
กระทั่งจับมือวาด 
เพราะหากทำเช่นนั้นแล้ว ภาพนั้นย่อมมิใช่ภาพของเธอ 
ภาพของเธอ เธอต้องเป็นคนวาดมันขึ้นมาด้วยตนเอง 
จึงเป็นฝีมือของเธอ 
ฝีมือที่ไม่มีใครมอบให้กันได้ 
ที่รัก นั่นเป็นสิ่งที่จอมยุทธ์ทั้งหลายออกเดินทางเพื่อให้ได้มา 
ทั่วหล้า สูงเสียดฟ้า เจ็ดมหาสมุทร เพื่อตามหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ 
ที่จอมยุทธ์ทั่วแดนร่ำลือกันว่า 
หากได้ฝึกเคล็ดวิชาตามคัมภีร์แล้วจะเก่งกล้าหาผู้ใดเทียบเทียมมิได้ 
จอมยุทธ์ออกเดินทางหาเพลงกระบี่ 
ผู้คนธรรมดาสามัญต่างออกเดินทางทุกวันเพื่อหาเคล็ดลับความเก่งกาจ 
ดูคล้ายคัมภีร์จะเป็นทางลัด 
ดูคล้ายว่ามันจะตัดตรง 
ข้ามเส้นทางคดเคี้ยวชวนคลื่นเหียน 
หุบเหวที่สามารถตกลงไปตาย 
ภูผาที่ต้องปีนป่ายขึ้นไป 
อุปสรรคนานาชนิดก่อนที่ใครคนหนึ่งจะกลายเป็นสุดยอดฝีมือ 
ที่รัก จอมยุทธ์ทุกคนเดินทางทั้งชีวิตเพียงเพื่อพบคำตอบว่า 
คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าเป็นเพียงเรื่องโกหก 
โลกนี้ไม่มีคัมภีร์ที่ว่านั้น 
ไม่มีทางลัดสู่ความสามารถ 
ไม่มีภาพสวยงามที่เกิดขึ้นในการวาดครั้งแรก 
ไม่มีบทกวีสละสลวยกินใจจากกวีไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม 
เราตรากตรำ--มิใช่เพื่อพบคัมภีร์ 
มิใช่เพื่อค้นหากระบี่น้ำดี พู่กันขนนุ่ม สีสันจากสายรุ้ง 
เปล่าเลย เราต่างเดินทางเพื่อเข้าใจว่า 
แท้ที่สุดแล้วสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่คัมภีร์ 
หากแต่เป็นการเดินทางนั่นเอง 
การตรากตรำเดินทางต่อเนื่องยาวนาน 
ทุกก้าวย่างหล่อหลอมให้เรากล้าแกร่ง 
ทุกย่างเท้าที่ตื่นขึ้นมาก้าวออกไปใหม่ในยามเช้า 
ค่อยค่อยโบยตีให้เรากลายเป็นมือกระบี่ที่ดีที่สุด 
มิต้องของสำนักไหน หากเป็นสำนักในแบบของเรานี่เอง 
จงก้าวต่อไปเถิดที่รัก  
ฉันมิเพียงจะหากระดาษ สี และพู่กันมามอบให้ 
แต่ยังขอมอบกำลังใจทั้งหมดที่จะให้ได้แก่เธอ 
จงอย่ามองหาความสามารถ 
จงอย่าออกเดินทางตามหาทางลัด 
จงมุ่งหน้าไปตามทางที่เลือกแล้ว 
อยู่บนเส้นทางนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น 
วาดภาพ 
วาดภาพ 
วาดภาพ 
จงอย่าลืมชื่นชมดอกไม้ ผีเสื้อ เสียงนก และหยาดฝน 
เก็บเกี่ยวสิ่งสวยงามระหว่างทางมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการวาด 
แล้วการเดินทางที่ยากลำบากจะค่อยค่อยสวยงามขึ้น 
มิใช่ด้วยเส้นทางที่เปลี่ยนไป 
หากเป็นเพราะหัวใจที่เปลี่ยนแปลง 
เมื่อนั้นเธอจะอยากวาดภาพทุกสิ่งที่เธอมองเห็น 
เมื่อเธอมีดวงตาของจิตรกร 
มีฝีพู่กันที่ตวัดกวัดไกวด้วยใจมิใช่ด้วยความกังวล 
เมื่อความวิตกว่าจะทำได้ไม่ดีระเหยหายเหมือนน้ำค้างยามสาย 
เมื่อชีวิตของเธอว่างเบาสบายและสวยงาม 
ภาพวาดของเธอจะไหลหลั่งดั่งสายน้ำตามธรรมชาติ 
ฉ่ำเย็น ต่อเนื่อง และงดงามโดยไม่จำเป็นต้องประดิษฐ์ 
เมื่อนั้น 
ฉันจะรอชื่นชมภาพวาดจากปลายพู่กันของเธอ 
ได้เวลาแล้วที่รัก จงออกเดินทางเถิด.



หนังสือเล่มนี้กลายเป็นม้ามืด มาแรงแซงโค้งเล่มอื่นๆ ที่จดๆ จ้องๆ อยู่นาน
อันนี้หยิบ แล้วก็อ่านเลยซะงั้น และก็รู้สึกว่า ...
แหม...การสุ่มเลือกเล่มนี้มา
มันช่างลงล็อค ต่อกันกับ "ชีวิตนี้ ฟ้าลิขิต" ที่ได้รีวิวไปแล้วจริงๆ
(อ๊ะ! มนุษย์ชอบสร้างหลักฐาน)


จะว่าไปก็ไม่ได้อ่านนิยายจีนมานานนนนนนนมาแล้วนะนี่ ...